วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2557

ก่อน หลัง ลดความอ้วนน่าเหลือเชื่อ (เทคนิคลดแบบง่าย)


 สิ้นสุดการแข่งขันไปแล้ว สำหรับเวที "Dance Your FAT Off เต้นเปลี่ยนชีวิต" การประกวดความสามารถทางการเต้นของคนอ้วน  ที่สุดของรายการวาไรตี้ชื่อดังสัญชาติอเมริกันที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ กับบรรดาหนุ่มสาว "บิ๊กไซส์" มาแล้วอย่างกว้างขวางทั่วโลก ที่มาพร้อมความเปลี่ยนแปลงในรูปร่างของผู้เข้าแข่งขัน ผ่านการตัดสินอย่างเที่ยงธรรมจากคะแนนในลีลาการเต้น และจำนวนน้ำหนักที่เปลี่ยนแปลงไปวัดกันแบบ ปอนด์ต่อปอนด์!!!




โดยผู้ที่คว้ารางวัลสุดยอด "Dance Your FAT Off เต้นเปลี่ยนชีวิต" นั่นก็คือ "โจโจ้ ยศพร นวลจันทร์" จากน้ำหนักแรกเริ่มการแข่งขัน 134.3 กิโลกรัม ลดลงมา 32.50 กิโลกรัม  โดยใช้เวลาเพียง 2 เดือนกว่าๆ เท่านั้นเอง
โจโจ้ จะมีเคล็ดลับการลดความอ้วนอย่างไร ให้ได้ผลรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงสุด ตามทิชชี่มาหาคำตอบกันค่ะ

เมื่อก่อน "โจโจ้" เคยคิดผิดตัดสินใจไปพึ่งยาลดความอ้วน ได้รับผลข้างเคียงกลับมาไม่คุ้มค่าเลย แต่หลังจากเลือกทางพลาดไปแล้ว โจโจ้จึงบอกกับตัวเองว่า วิธีที่ได้ผลและดีที่สุดในการลดน้ำหนัก คือ การออกกำลังกาย และควบคุมอาหารอย่างมีวินัยนั่นเอง



"คุณหมอบอกว่า ช่วงแรกที่ลดความอ้วนเราจะลดได้เยอะและเร็วมาก แต่หลังจากนั้นร่างกายจะลดน้ำหนักลงยากมากขึ้น อย่างช่วง 2 เดือนแรกจะอยู่ที่เฉลี่ย 3 กิโล จนมาอยู่ที่ 1.3 กิโล ไม่สามารถลดลงไปได้มากกว่านี้ในแต่ละสัปดาห์" โจโจ้ชี้แจงถึงสาเหตุที่ช่วงหลังน้ำหนักของเขาไม่ค่อยลดลงเท่าสัปดาห์แรกๆ

เคล็ดลับง่ายๆ ทำได้ด้วยตัวเองเพียงเท่านี้ คุณสาวๆ ลองทำเป็นประจำ และมีวินัยในตัวเองสม่ำเสมอนะคะ อ้วนเพียงไหน แค่ตั้งใจ ก็ผอมได้ง่ายๆ แล้วคะ สู้ๆ นะคะ สาวๆ เจ้าเนื้อทุกคน ทิชชี่ และทีมงาน Sanook! Women จะคอยเป็นกำลังใจให้ค่ะ ^^


ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับการลดความอ้วน จาก : http://www.prachachat.net/, สนุกดอทคอม
ขอบคณภาพประกอบ :
www.danceyourfatoff.com, facebook.com/danceyourfatoff

แฉให้หมด”ยาลดความอ้วน”ผสมอะไรบ้าง

ผู้หญิงยุค 3G ทำอะไรต้องรวดเร็วทันใจไปหมดไม่เว้นแม้กระทั่งการลดความอ้วน ที่ยอมทำทุกอย่างทั้งอดอาหาร ไม่กินของมัน งดแป้ง สารพัดจะทำแต่กลับหันไปพึ่งพา "ยาลดความอ้วน" ที่มีอยู่เต็มท้องตลาดหาซื้อง่ายๆ ไว่าจะเป็นลดพุง ลดน่อง ลดสะโพก ลดต้นแขน ฯลฯ กินแล้วน้ำหนักลดลง แต่เสี่ยงหัวใจล้มเหลว และตายได้ นอกจากนี้ยังมีผลข้างเคียงตามมาอีกมากมาย





แต่ถามว่าทำไมผู้หญิงเหล่านี้ยอมเสี่ยง แล้วคุณรู้ไหมว่ายาเหล่านี้มีส่วนผสมของอะไรบ้าง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)แจงส่วนผสมยาลดความอ้วนส่วนใหญ่คือ แอมฟีปาโมนและเฟเทอร์มัน ซึ่งเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภทที่ 2 มีฤทธิ์กระตุ้นประสาทส่วนกลาง ลดความอยากอาหารแต่มีผลข้างเคียงต่อร่างกายทำให้นอนไม่หลับ กระวนกระวาย ความดันโลหิตสูง หงุดหงิด หัวใจเต้นเร็ว หากใช้ยาติดต่อกันนาน ๆ จะทำให้เกิดการติดยาและทำให้เป็นโรคจิตได้

จากการสำรวจตลาดซื้อขายยาลดความอ้วนทางอินเทอร์เน็ตพบว่า มีการประกาศขายตัวยาลดความอ้วน "ไซบูทรามีน" ผ่านทางเว็บบอร์ดและเว็บไซต์ต่างๆ ไม่ต่ำกว่า 3 แสนรายการ โดยยาที่ขายนั้นจะเป็นกล่องใส่เม็ดยาขนาด 15 มก. จำนวน 30 เม็ด ขายในราคาประมาณ 1,800-2,500 บาท หรือบางแห่งประกาศขายเป็นเม็ดขนาด 20 มก. ในราคาเม็ดละ 40 บาท หากซื้อ 100 เม็ดขึ้นไปจะเหลือเม็ดละ 35 บาท ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีข้อความโฆษณาหรืออวดอ้วงสรรพคุณเกินจริงหลายอย่าง ทั้งที่จริงๆแล้วไม่มียาไหนลดน้ำหนักได้ผลเท่ากับการออกกำลังกาย เพราะฉะนั้นสาวๆอย่าเสี่ยงชีวิตแค่เพียงยาไม่กี่เม็ดดีกว่านะคะ

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับการลดความอ้วน จาก  Chalida Rita
ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.photos.com/

วันเสาร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2557

แม่ท้อง ทำไม เหนื่อย ขนาดนี้



อายุครรภ์  14-27  สัปดาห์ : ทำไมถึงเหนื่อยขนาดนี้นะ

“ทำไมถึงเหนื่อยขนาดนี้นะ” คงมีว่าที่คุณ แม่ท้อง หลายคนบ่นกันไม่น้อย ยังไม่ทันหายเหนื่อยจากอาการแพ้ท้องดี ก็ต้องมารับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย แล้วไหนจะตอนใกล้คลอดอีก อย่าเพิ่งคิดมากไปค่ะ เพราะเรามีเคล็ดลับแก้ เหนื่อย มาแนะนำว่าที่คุณแม่กัน

อาหารการกิน การดูแลตัวเองด้วยอาหารที่ดีมีโภชนาการ จะช่วยให้คุณแม่ท้องต่อสู้กับความเหนื่อยล้าได้ค่ะ แต่ละมื้อควรประกอบด้วยผักและผลไม้ ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสีหรือขัดสีน้อย โปรตีนที่ปราศจากไขมัน นมไขมันต่ำ ซึ่งสารอาหารเหล่านี้จำเป็นต่อลูกน้อยในครรภ์

น้ำเปล่า ดื่มน้ำเปล่ามากๆ ให้เพียงพ่อต่อร่างกาย เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำ ช่วยคลายอาการอ่อนล้าและอาการปวดหัวได้

รักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้เหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งจะทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย คุณแม่ลองแบ่งมื้ออาหารออกเป็นมื้อเล็กๆ กินให้บ่อย แต่อย่างดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง โดยเฉพาะมื้อเช้า ลองพกอาหารว่างอย่างกล้วย หรือแคร็กเกอร์ไว้ใกล้ๆ เมื่อเหนื่อยก็หยิบมากินเพื่อเพิ่มพลังงานได้ทันทีค่ะ

รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็ก เพื่อป้องกันการเกิดภาวะโลหิตจาง รับประทานผักผลไม้ที่มีธาตุเหล็ก เช่น แบล็กเคอร์แรนท์ แอปริคอตอบแห้ง บรอกโคลี เป็นต้น

ปรับการทำงาน อย่านั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานเป็นเวลานาน ลองหาเวลาพักออกไปสูดอากาศภายนอกบ้าง และหากเป็นไปได้ ลองปรับเวลาการทำงานให้ยืดหยุ่นขึ้น เช่น สามารถเลิกงานเร็วกว่าปกติ เป็นต้น

ออกกำลังกาย ทำให้สุขภาพแม่และลูกแข็งแรง เพิ่มออกซิเจนให้แก่ร่างกาย เลือกออกกำลังกายที่เบาๆ อย่างโยคะคนท้อง พีลาทีส รำไทเก็ก หรือการเดินเล่นก็ช่วยได้มากทีเดียวค่ะ
 
ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก  จาก นิตยสาร Real Parenting ภาพจาก Instagram อ้อม พิยดา

เจ็บท้องคลอด และวิธีลดอาการเจ็บ



ในช่วงใกล้คลอด มดลูกจะขยายตัวและเคลื่อนต่ำลง เมื่อคลำดูบริเวณหน้าท้องจะรู้สึกว่ามีก้อนแข็งๆ อาการแบบนี้เรียกว่า “ท้องแข็ง” หรือ“เจ็บท้องเตือน” ซึ่งการแข็งตัวของมดลูกนี้จะมีความถี่ที่ไม่สม่ำเสมอ อาจจะนานประมาณ 20-25 วินาที ในแต่ละครั้ง ซึ่งอาการท้องแข็งจะเกิดขึ้นได้ในช่วง 2-3 เดือนสุดท้ายก่อนคลอด

อาการเจ็บท้องเตือนเป็นกระบวนการเตรียมความพร้อมก่อนคลอดของร่างกายคุณ แม่ ซึ่งจะช่วยให้ปากมดลูกมีความอ่อนนุ่ม เพิ่มการไหลเวียนของเส้นเลือดไปยังรก ช่วยให้ลูกน้อยได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ

อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณแม่มีอาการเจ็บท้องเตือนเป็นระยะๆ และมีอาการท้องแข็งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เจ็บแบบสม่ำเสมอและเจ็บนานขึ้นเรื่อยๆ ควรไปพบแพทย์ทันทีเพราะอาจจะเป็นการเจ็บท้องจริงแล้วก็ได้

วิธีลดอาการ เจ็บท้องคลอด
อาการ เจ็บท้องคลอด เป็นอาการที่ว่าที่คุณแม่ทุกคนต้องเผชิญในช่วงใกล้คลอด แต่ไม่ต้องกังวล เพราะในปัจจุบันมีวิธีการที่จะช่วยลดอาการเจ็บได้ ดังนี้

การลดความเจ็บปวดด้วยวิธีธรรมชาติ เช่น ลดความตึงเครียดโดยฝึกหัดผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ฝึกหายใจ ลูบหน้าท้อง และอย่าวิตกกังวลจนเกินไป พูดคุยหากำลังใจจากคนรอบข้าง โดยเฉพาะคุณพ่อควรดูแลคุณแม่อย่างใกล้ชิด ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดปริมาณการใช้ยาแก้ปวดและช่วยลดความเจ็บปวดจากการคลอด

การลูบหน้าท้อง การลูบหน้าท้องที่เป็นจังหวะจะช่วยเบนความสนใจของคุณแม่ออกจากจุดที่เจ็บปวด มาที่ตำแหน่งที่ทำให้คุณแม่สบายขึ้น วิธีการก็คือ ทำมือทั้งสองให้มีลักษณะเป็นอุ้งมือ จากนั้นใช้อุ้งมือวางเหนือหัวหน่าว เริ่มลูบเบาๆ จากจุดนี้ไปถึงยอดมดลูก แล้วลูบลงมาถึงตำแหน่งเริ่มต้นใหม่ ทำไปเรื่อยๆ ควบคู่ไปกับการหายใจแบบลึกๆ ช้าๆ คือ หายใจล้างปอด 1 ครั้งแล้วต่อด้วยการหายใจแบบลึกๆ ช้าๆ

การใช้ยาระงับความเจ็บปวด (Systemic Analgesia) หรือการใช้ยานอนหลับ วิธีนี้สามารถระงับอาการปวดได้ดี ช่วยลดความเครียด คุณแม่สามารถนอนหลับพักผ่อนได้ในระยะแรกของการคลอด ถ้าคุณแม่รู้สึกเจ็บมาก แพทย์จะให้ยาระงับความเจ็บปวด

การใช้ยาชาเฉพาะที่สกัดกั้นประสาท (Regional Analgesia) ยาจะออกฤทธิ์โดยยับยั้งการส่งผ่านกระแสประสาทนำความรู้สึกจากบริเวณมดลูกและ กระดูกเชิงกรานไปสู่ไขสันหลัง ทำให้การส่งผ่านความรู้สึกของเส้นประสาทช้าลงหรือหยุดลงชั่วคราว คุณแม่จะรู้สึกชาตั้งแต่เอวลงมา เป็นการระงับความเจ็บปวดเฉพาะที่ ซึ่งในปัจจุบันนิยมใช้ยาระงับความรู้สึกนอกเยื่อหุ้มไขสันหลังชั้นนอก (Epidural Block Analgesia) มีข้อดีคือ ช่วยให้คุณแม่ไม่เจ็บครรภ์ ถ้าทำถูกวิธีและให้ขนาดยาถูกต้อง จะไม่มีภาวะแทรกซ้อนต่อผู้คลอดและลูกน้อยในครรภ์ และไม่มีผลกระทบต่อระบบเวลาการคลอด สามารถใช้ยาชาซ้ำได้หลายครั้ง ซึ่งการใช้ยาดังกล่าวคุณแม่จะรู้สึกตัวตลอดเวลา

การใช้ยาระงับความเจ็บปวดชนิดสูดดม (Inhalation Analgesia) คือ การใช้ยาสลบประเภทสูดดมในขนาดต่ำ ปกติมักใช้เพื่อเสริมฤทธิ์ของยาฉีดแก้ปวด ปัจจุบันนิยมใช้ก๊าซไนตรัสออกไซด์ต่อออกซิเจนในขนาดความเข้มข้น 50:50 มีฤทธิ์เป็นยาสลบอย่างอ่อน ไม่กดการหายใจ ไม่มีผลกระทบต่อระบบไหลเวียนเลือด ไม่กดการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดโดยที่คุณแม่ไม่หลับ จึงช่วยป้องกันการสำลักอาหารได้ด้วย

อย่างไรก็ดี แพทย์จะเป็นผู้เลือกวิธีระงับความเจ็บปวดเพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และลูกน้อย

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก  จากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

10 อุบัติเหตุที่ แม่ ตั้งครรภ์ ต้องระวัง

นิสัยซุ่มซ่ามของคุณผู้หญิงที่ เคยซุ่มซ่ามอย่างไร ตั้งครรภ์ แล้วก็ไม่หายหรอกนะคะ แต่อาจจะต้องเพิ่มความระวังมากขึ้นหน่อย โดยเฉพาะพฤติกรรมที่เสี่ยงให้เกิดอันตรายมากขึ้น เห็นทีคุณแม่ท้องทุกคนต้องระวังให้มากเหมือนกันค่ะ



1. ท้องกระแทกกับพวงมาลัยรถยนต์
คุณแม่ ตั้งครรภ์ ที่ขับรถเอง แม้ไม่เกิดอุบัติเหตุก็อาจจะมีบ้างที่รถเบรกกะทันหันและรุนแรง จนท้องที่มีขนาดใหญ่อาจจะกระแทกกับพวงมาลัยได้ ซึ่งหากกระแทกในระดับเบาๆ ก็อาจจะไม่เป็นอันตรายมากนัก แต่ถ้ากระแทกบ่อยๆ หรือรุนแรงก็ย่อมเกิดอันตรายกับทั้งตัวคุณแม่และลูกในท้องได้

2. ตกบันได ตกส้นรองเท้า(ทั้งส้นเตี้ยและส้นสูง)
คุณแม่ที่รักสวยรักงาม ยังกังวลว่าบุคลิกจะดูไม่ดี รวมถึงชินและมั่นใจว่าใส่ได้ไม่มีปัญหา จึงยังใส่รองเท้าส้นสูงเหมือนปกติ ขอบอกว่าช่วงนี้คงต้องงดไปก่อนค่ะ เพราะการใส่รองเท้าส้นสูง คุณแม่จะต้องเกร็งขาและเกร็งหน้าท้องเพื่อพยายามทรงตัวให้เดินได้ดี ซึ่งอาการเหล่านี้จะเป็นผลทำให้คุณแม่ปวดขา ปวดหลัง ซึ่งส่งผลเสียกับสุขภาพค่ะ

ที่สำคัญส้นรองเท้าที่เรียวบางและสูง คงไม่สามารถรองรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นของคุณแม่ จึงอาจจะทำให้คุณแม่เท้าพลิกหรือตกส้นรองเท้า จนเกิดบาดเจ็บขึ้นได้

3. โดนชนแรงๆ ในที่ที่พลุกพล่าน
จะห้ามไม่ให้คุณแม่เดินไปไหนมาไหนเลยคงยากเต็มทีค่ะ ยิ่งคุณแม่ working mom ก็อาจจะยิ่งยากต่อการที่จะเลี่ยงจากแหล่งชุมชน คนพลุกพล่าน ก็อาจจะทำให้มีโอกาสที่คุณแม่โดนกระแทกหรือชนขณะที่เดินสวนกับคนอื่นมากขึ้น

4. เข็มขัดนิรภัยรถยนต์รัดท้อง
หากคุณแม่คาดเข็มขัดนิรภัยไม่ถูกต้อง นอกจากจะไม่ช่วยป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นได้แล้ว ยังได้รับอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นได้ด้วยค่ะ เช่น เข็มขัดนิรภัยรัดท้อง ถูกเข็มขัดนิรภัยรัดแขน

5. นั่งมอเตอร์ไซด์หรือขับรถตกหลุมแล้วกระแทก
หากคุณแม่ต้องนั่งมอเตอร์ไซด์ หรือขับรถเอง การตกหลุมหรือการกระแทกกระทั้นเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงยาก ถึงปกติแล้วร่างกายจะมีการป้องกันตามธรรมชาติคือ การที่ลูกอยู่ในโพรงมดลูก จะมีน้ำคร่ำที่ทำหน้าที่เป็นแอร์แบ็คชั้นดี ช่วยลดแรงกระทบกระเทือนจากภายนอกลงได้บ้าง แต่หากได้รับการกระแทกอย่างรุนแรง เช่น ตกหลุมลึกและตกแรง ก็อันตรายไม่น้อยค่ะ

6. นั่งแล้วลุกขึ้นยืนเร็วเกินไป
อาการปรู๊ดปร๊าด ผุดลุกผุดนั่ง หรือทำอะไรรวดเร็วนี่ถือเป็นบุคลิกที่สั่งสมมานาน จะให้เปลี่ยนในช่วง 2-3 เดือนแรกคงต้องใช้เวลานะคะ แล้วส่วนใหญ่การลุกขึ้นยืนเร็วๆ มักจะเกิดกับคุณแม่ท้องอ่อนๆ

7. ลื่น (ในห้องน้ำ บันได)
ด้วยน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น บวกกับการเคลื่อนไหวที่ไม่คล่องตัวเหมือนตอนที่ยังไม่ตั้งครรภ์ คุณแม่อาจจะเผลอเดินเร็ว ก้าวเท้าไปอย่างไม่ระมัดระวังและไม่มองพื้นบ้าง เช่น การก้าวขึ้น ลงบันได ด้วยขนาดท้องที่ใหญ่ ก็อาจจะบดบังทัศนียภาพการเดินของคุณแม่ ทำให้มองไม่เห็นขนาดของขั้นบันไดว่ากว้าง ยาว เท่าไหร่ ทำให้การกะระยะผิดพลาดได้ค่ะ

หรือพื้นห้องน้ำที่เคยเข้ามาตั้งหลายปี อาจจะมาลื่นใน ช่วง ตั้งครรภ์ ได้ เพราะจังหวะที่ลื่นไถลไปนั้น ถ้าเป็นช่วงที่ไม่ตั้งครรภ์ก็คงสามารถเกี่ยว เหนี่ยว ยึด เกาะ ดึง สิ่งรอบข้างพยุงตัวไม่ให้ล้มลงไปได้ แต่ถ้ากำลังตั้งครรภ์ยิ่งท้องใหญ่ความคล่องตัวก็จะลดลงด้วยนะคะ

8. สะดุด (ทางเท้า โต๊ะ เก้าอี้ สิ่งของ กางเกง กระโปรง)
คงเคยเห็นว่าเก้าอี้ หรือของก็วางอยู่ที่เดิม แต่เท้าเจ้ากรรมก็พานไปเตะเข้าจนได้ อุบัติเหตุที่มักจะพบในกลุ่มนี้บ่อยๆ คือ ชนโต๊ะ ชนเก้าอี้ เตะกล่องที่วางบนพื้น ขาเตะขอบประตู หรือหากใส่กางเกง กระโปรงยาวคุณแม่อาจจะสะดุดกางเกงหรือกระโปรงได้ค่ะ

9. ท้องชนโต๊ะ ชนประตู เพราะกะระยะผิด
จากเดิมที่หน้าท้องเคยแบนราบ แต่เมื่อ ตั้งครรภ์ ด้วยท้องที่โตขึ้นในแต่ละเดือน ด้วยความที่ยังไม่เคยชิน โดยเฉพาะคุณแม่มือใหม่ก็อาจจะทำให้การกะระยะสิ่งของกับขนาดของท้องที่ยื่น ออกไปผิดพลาด จึงอาจจะเห็นคุณแม่ท้องเดินชนของประจำเพราะความไม่เคยชินนี่ล่ะค่ะ

10. เผลอยกของหนัก เกินกำลัง หรือเผลอก้มทั้งๆ ที่ท้องใหญ่
มักจะเกิดกับคุณแม่จอมพลังที่เคยชินกับพฤติกรรมการยกของ (หนัก) เอง ช่วง 9 เดือนเห็นทีต้องถอดชุดมนุษย์จอมพลังออกก่อน กล่องใหญ่ เก้าอี้ตัวยักษ์ หรืองานที่ต้องออกแรง เรียกให้คุณพ่อหรือเพื่อนร่วมงานผู้ชายมาช่วยก่อนค่ะ ส่วนการเผลอก้มใส่รองเท้า หรือทำอะไรปรูดปราดรวดเร็วเกินตัว ส่วนใหญ่เกิดจากความเคยชินเดิมๆ ทำไปโดยอัตโนมัติ หรือคุณแม่บางคนอาจจะลืมไปว่ากำลังตั้งครรภ์ก็มีค่ะ

หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบพบคุณหมอด่วนจี๋เลยค่ะ
1. เจ็บท้องตลอดเวลาหลังเกิดอุบัติเหตุ อาจจะเกิดรกลอกตัว มดลูกแตก หรือถ้าเดี๋ยวเจ็บเดี๋ยวหายอาจจะเป็นการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดได้
2. มีเลือดออกทางช่องคลอด เลือดออกกะปริดกะปรอย อาจจะเกิดจากการที่รกลอกตัว
3. จากที่ลูกเคยดิ้น กลับไม่ดิ้น

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับ แม่และเด็ก  จาก momypedia.com

เสริมเกราะเหล็ก ป้องกัน เด็กจมน้ำ เสียชีวิต

 เรื่องราวของอุบัติเหตุ ‘เด็กจมน้ำเสียชีวิต’ โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอมนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งจะเคยเกิดขึ้นอย่างแน่นอน หากแต่ยังคงเป็นปัญหาที่พ่อแม่ ผู้ปกครองหลายคนเป็นกังวลใจอยู่ไม่น้อย


ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เผยถึงสถิติการจมน้ำในรอบ 11 ปี (ตั้งแต่ปี 2546-2556) พบว่า เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จมน้ำเสียชีวิตแล้วถึง 15,495 คน เฉลี่ยปีละ 1,291 คน หรือวันละเกือบ 4 คน โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอม ระหว่างมีนาคม-พฤษภาคม มีเด็กเสียชีวิตจากตกน้ำ จมน้ำสูงถึง 442 คน

สอดคล้องกับข้อมูลจากศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการ บาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีที่พบว่า เด็กส่วนใหญ่ที่จมน้ำเสียชีวิตนั้น มักจะเป็นเด็กวัยเรียนอายุ 5- 9 ปี และเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง โดยเกิดจากการไปเล่นใกล้ๆ แหล่งน้ำ หรือลงเล่นน้ำในแหล่งน้ำของชุมชนไม่ไกลจากบ้าน แต่ห่างไกลสายตาพ่อแม่

“รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์” ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บใน เด็ก บอกว่า ในระยะการทำงานของศูนย์วิจัยฯ ตลอด 10 ปีมานี้พบว่า สถิติการจมน้ำเสียชีวิตในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ลดลง 41 เปอร์เซ็นต์ จากจำนวนเสียชีวิต 600 คน/ปี เหลือเพียง 300 คน/ปี

“โดยทางศูนย์วิจัยฯ ได้ให้ความรู้กับพ่อแม่ ผู้ปกครองเด็ก เริ่มตั้งแต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมรอบๆ บ้าน เช่น ปิดฝาตุ่ม ฝาถังน้ำ ปิดห้องน้ำ ปิดถังน้ำทิ้ง และจุดเสี่ยงอื่นๆ ภายในบริเวณบ้าน เพราะโดยส่วนใหญ่เด็กวัยนี้มักเกิดอุบัติเหตุการจมน้ำภายในบริเวณบ้าน ซึ่งหากพ่อแม่ ผู้ปกครองเฝ้าดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด ไม่เผอเรอ ไม่ประมาท ก็จะสามารถป้องกันอุบัติเหตุได้ง่ายๆ ด้วยตนเอง รวมทั้งยังช่วยกระจายความรู้ที่สามารถปฏิบัติได้จริงไปยังกลุ่มผู้ปกครอง ด้วยกันได้”



ในขณะที่ สถิติการจมน้ำเสียชีวิตในเด็กอายุ 5 – 9 ปี นั้น ส่วนหนึ่งคือการแนะนำให้พ่อแม่ ผู้ปกครองดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิดแต่ก็ยังเป็นเรื่องยาก เพราะเป็นเด็กโตและชอบออกไปเล่นนอกบ้าน ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ที่พ่อแม่ ผู้ปกครองจะต้องร่วมมือกับชุมชนหรือ

โรงเรียนเพื่อฝึกเด็กให้มี “ทักษะความปลอดภัยทางน้ำ 5 ประการ” ดังนี้

1. รู้สึกเสี่ยง สอนให้เด็กรู้ว่าแหล่งน้ำไหนเสี่ยง ไม่ควรไปวิ่งเล่นใกล้ๆ โดยอาจจะพาเด็กเดินสำรวจสิ่งแวดล้อมในชุมชน และพาเขาไปดูว่าจุดไหนที่อันตราย และจุดไหนที่ปลอดภัย เพราะเด็กวัยนี้จะเข้าใจ ในเหตุและผลได้แล้ว

2. ลอยตัว 3 นาที เนื่องจากสาเหตุของการจมน้ำส่วนใหญ่ เกิดจากการที่เด็กมักจะเล่นกันใกล้ฝั่งและพลาดตกลงไปในน้ำ หรือการเล่นที่คึกคะนอง แข่งขันกระโดดลงน้ำแต่กลับไม่มีความสามารถที่จะลอยตัวขึ้นมาเพื่อจะเข้าฝั่ง ให้ได้ เพราะฉะนั้นถ้าลอยตัวได้ 3 นาที เด็กที่พลัดตกในจุดที่ไม่ไกลจากฝั่งก็จะสามารถช่วยตัวเองได้ ท่าลอยตัวที่ง่ายและใช้เพื่อตะกายเข้าฝั่ง เช่น ท่าปลาดาว ท่าแม่ชีลอยน้ำ ว่ายท่าลูกหมา เป็นต้น

3. ว่ายได้ 15 เมตร นอกจากการลอยตัวให้ได้ 3 นาทีแล้ว เด็กยังต้องสามารถว่ายได้ไกลถึง 15 เมตร เพื่อเป็นทักษะในการว่ายเข้าฝั่งหากพลัดตกลงไปในน้ำ ตามมาตรการ 3 น 15 ม (3 นาที 15 เมตร) นั่นเอง

4. รู้อันตราย เด็ก ต้องรู้ว่า การกระโดดลงไปช่วยเพื่อนที่กำลังจมน้ำนั้นเป็นเรื่องที่อันตรายมาก แม้จะถูกฝึกมาอย่างดี ดังนั้นจึงมีหลัก 3 ข้อ คือ “ตะโกน โยน ยื่น” ตะโกนให้ผู้ใหญ่มาช่วย, โยน สิ่งของที่อยู่รอบตัว เช่น ขวดน้ำ ถังน้ำ แกลลอน กะละมัง รองเท้าแตะ เพื่อให้เพื่อนเกาะและสามารถใช้ลอยตัวได้, ยื่น สิ่งยาวๆ ให้เพื่อนจับแล้วดึงเข้ามาใกล้ฝั่ง (ฝั่งที่เขายืนก็ต้องมั่นคงด้วย)

5. การใช้ชูชีพ เพื่อ การเดินทางทางน้ำ ไม่ว่าจะเรือพาย เรือแจว จะว่ายน้ำเป็นไม่เป็น ก็มีความเสี่ยงที่จะจมน้ำได้ทั้งนั้นหากเกิดอุบัติเหตุ ดังนั้นจึงต้องเคยฝึกที่จะใส่ – ถอดชูชีพให้ถูกวิธี และอย่างน้อยต้องหัดลอยตัวเมื่อใส่ชูชีพให้ได้ เพราะถ้าลอยตัวไม่เป็น หน้าคว่ำลงก็อาจจะเอาชีวิตไม่รอดได้เหมือนกัน

รศ.นพ.อดิศักดิ์เพิ่มเติมอีกว่า ในอีกมิติหนึ่งของการป้องกันอุบัติเหตุในเด็ก คือ การสร้างชุมชนที่ปลอดภัย เช่น เตรียมพื้นที่เล่นให้เด็ก มีพี่เลี้ยงชุมชนคอยดูแลในจุดที่เด็กไปรวมตัวกัน นอกจากนี้ยังต้องตัดความยั่วยวนในบริเวณแหล่งน้ำ โดยการสร้างรั้วกั้น ติดป้ายเตือน พาเด็กเดินดู และตรวจสอบว่าตรงไหนอันตราย พร้อมแนะนำพื้นที่ที่ปลอดภัย

ทักษะเบื้องต้นที่จะต้องถูกสอนให้กับเด็กๆ เพื่อสร้างเกาะป้องกัน โดยใช้ความรู้และการตะหนักรู้ และสิ่งเหล่านี้จะติดตัวเขาไปตลอดชีวิต ทั้งยังสามารถถ่ายทอดให้คนอื่นเพื่อป้องกันความสูญเสียที่ไม่มีใครต้องการ ให้เกิดขึ้นได้อีกด้วย

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับ แม่และเด็ก  จาก ภาวิณี เทพคำราม Team Content www.thaihealth.or.th

รักษาสิวได้ง่ายๆ ด้วยว่านหางจระเข้

"สิว" เป็นอีกหนึ่งปัญหากวนใจของผู้หญิงทุกคน ไม่ว่าจะเป็นรุ่นไหน วัยไหน สิวก็ยังเป็นเรื่องที่ทำร้ายผู้หญิงอยู่วันยังค่ำ เท่านั้นยังไม่พอนะค่ะเวลาเห็นแล้วสาว ส่วนใหญ่จะอดไม่ได้ที่แบบจะ บีบๆ แล้วหลังจากนั้นมันทำพิษจร้าทิ้งรอยดำไว้ให้ปวดกะบาลกันเลยทีเดียว แล้วรอยดำรอยแดงที่เกิดจากสิวนี้ก็แบบว่าหายยากเวินเว่อร์เลยจะบอกให้ แต่เราก็ไม่สามารถที่จะหนีปัญหาเหล่านี้ได้ งั้นเราก็ต้องสู้กับมันให้ถึงที่สุดเลยจร้า เนื่องจากว่าเราไม่สามารถหนีปัญหาสิวเพราะฉันนั้นเราก็รักษามันแบบสิวๆ ได้นิน่าจริงไหมค่ะ แล้วเราจะรักษาแบบสิวๆ ยังไง นี้คงเป็นอีกหนึงคำถามที่คาใจสาวๆ อยู่ วันนี้ทาง N3K มีเคล็ดลับ รักษาสิวได้ง่ายๆ ด้วย ว่านหางจระเข้ มาฝากกันค่ะ ทีนี้แหละสาวที่เป็นสิวทั้งหลายได้หมดความกังวลใจอย่าแน่นอน อีกอย่างที่อยากจะบอกก็คือว่าวิธีรักษาสิวได้ง่ายๆ ด้วยว่านหางจระเข้ วิธีนี้เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ง่ายและได้ผลมากๆ อีกด้วยนะค่ะ งั้นเราก็อย่ารอช้าเลยนะค่ะ ไปดูกันเลยดีกว่าว่าวิธีรักษาสิวได้ง่ายๆ ด้วยว่านหางจระเข้ นี้จะง่ายและได้ผลแค่ไหน



เคล็ดลับการ รักษาสิวได้ง่ายๆ


วิธีทำ  

โดยใช้แต่เมือกวุ้นสีขาวใสที่อยู่ภายใน แต่ก่อนใช้ควรทดสอบก่อนว่าจะเกิดอาการแพ้หรือไม่ โดยใช้น้ำจากวุ้นสีขาวของว่าน หางจระเข้ ทาบริเวณโคนหูแล้วทิ้งไว้สักครู่ ถ้าไม่เกิดเป็นผื่นแดง ก็สามารถใช้ได้ นอกจากนี้ยังสามารถใช้ว่านหางจระเข้ทาบริเวณหัวสิว เพื่อให้สิวแห้งเร็ว และว่านหางจระเข้ยังช่วยลดความมันของผิวหน้าได้โดยไม่ทำให้ผิวแห้งตึงอีกด้วย

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับผิวพรรณ  จาก modernmom