แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลดน้ำหนัก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ลดน้ำหนัก แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2557

ข้อดีของ ชาเขียว


           คุณรู้มั้ยว่าเป็น เครื่องดื่มที่คนทั่วโลกนิยมชื่นชอบดื่มกันมาก รองจากน้ำเปล่า ซึ่งในปัจจุบันน้ำชากำลังได้รับความนิยมบริโภคกันทั่วโลก


          โดยในบรรดาชาทั้งหลายแล้ว ชาเขียวกำลังเป็นกระแสความนิยมจากผู้คนทั่วโลกเป็นอันดับหนึ่ง ก็เพราะสรรพคุณที่มีอยู่มากมายนั่นแหล่ะ อัตราการบริโภคชาเขียวจึงมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ทั้งในประเทศตะวันออกและตะวันตก อาจกล่าวได้ว่าชาเขียวเปรียบเสมือน “น้ำอมฤต” ยิ่งกว่านั้นในประเทศแถบตะวันออกเชื่อกันอย่างจริงจังว่า ชาเขียวมีฤทธิ์ในการบำบัดรักษาโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศจีนมีคำกล่าวว่า “ดื่มชาเขียวดีกว่ากินยา”
 
สรรพคุณของชาเขียว

        สดชื่น…แจ่มใส !!!  เอาตั้งแต่เริ่มแรกกันเลยนะ ชาช่วยทำให้สิ่งแวดล้อมรอบตัวเราสดชื่นสะอาดปลอดโปร่งและน่าอยู่ขึ้น มีงานวิจัยชิ้นใหม่ชี้ว่า ถุงชา (tea bag) ช่วยบำบัดโรค “sick-house syndrome” หรือ “มลภาวะภายในอาคารเป็นพิษ” (Indoor Air Pollution) ซึ่งเป็นอาการป่วยที่มีสาเหตุมาจากการแพ้อากาศภายในอาคารและบ้านที่พักอาศัย เช่น สารเคมีจากสีทาบ้านหรือจากเฟอร์นิเจอร์ต่า ๆ ภายในบ้านเนื่องจากสารฟอร์มัลดีไฮด์ (formal-dehyde) ที่ผสมอยู่ในสารเคมีเพื่อการตกแต่งบ้าน มักจะส่งกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ อาจเป็นสาเหตุทำให้ร่างกายเกิดอาการแพ้และมีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ จากการทดลองพบว่าใบชาดำหรือชาเขียว ทั้งที่ยังใหม่และที่ใช้แล้ว (ผ่านการชงแล้ว) จะดูดสารนี้ไว้แล้วไม่ปลดปล่อยสารกลับเข้าสู่บรรยากาศหลังจากดูดไว้แล้ว และถ้าทิ้งใบชาไว้ในที่อับหรือปิด เช่น ในตู้เก็บถ้วยชาม ใบชาจะช่วยลดปริมาณของสารฟอร์มัลดีไฮด์ที่มีอยู่ในอากาศอีกด้วย

        กำจัดเนื้อร้าย ในชาเขียวมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ ที่จำเป็นต่อการเติบโตหรือการลุกลามของเซลล์มะเร็ง และสามารถทำลายหรือฆ่าเซลล์มะเร็งได้โดยไม่มีผลกระทบกับเซลล์ดีอื่น ๆ ยังมีผลการวิจัยอื่น ๆ อีกพบว่า ชาเขียวอาจจะเป็นอาวุธที่ใช้กำจัดบรรดาเนื้อร้ายต่าง ๆ ให้ราบคาบลงได้ ไม่ว่าจะเป็น โรคมะเร็งเต้านม มะเร็งในกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งในหลอดอาหารและมะเร็งในตับ เป็นต้น

       มีผลการศึกษาชิ้นหนึ่งชี้ชัดว่า ญี่ปุ่นซึ่งมีอัตราของผู้สูบบุหรี่สูงที่สุดในโลกประเทศหนึ่ง แต่กลับมีอัตราของผู้ป่วยโรคมะเร็งปอดต่ำสุด เมื่อเปรียบเทียบกับบรรดาประเทศที่พัฒนาอื่น ๆ ทั้งนี้เนื่องมาจากชาวญี่ปุ่นบริโภคชา พร้อมกับอาหารเป็นประจำทุกมื้อมาช้านานแล้ว

        เรื่องของหัวใจ??? มีการศึกษาว่า การดื่มชาเขียวช่วยลดอัตราการเสี่ยงจากการเป็นโรคหัวใจ และโรคหลอดเลือดสมอง (stroke) จากผลการวิจัยอื่น ๆ ยังพบอีกว่า ชาเขียวมีสรรพคุณเทียบเท่ายาแอสไพริน ในการช่วยยับยั้งการแข็งตัวของเลือดที่ผิดปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของโรคหัวใจวายและหลอดเลือดสมอง นอกจากนั้นแล้วยังมีการวิจัยพบว่าสตรีชาวญี่ปุ่นอายุ 40 ปีขึ้นไปที่ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และไม่สูบบุหรี่ แต่บริโภคชาเขียวเป็นประจำประมาณห้าถ้วยต่อวัน มีอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมองลดลงถึง 50 เปอร์เซ็นต์


        น้ำพุแห่งวัยหนุ่มสาว มีการพิสูจน์แล้วว่าสารต้านอนุมูลอิสระในชาเขียว สามารถช่วยชะลอความชราและคงความเยาว์วัยได้ ซึ่งสารต้านอนุมูลอิสระในชาเขียวไม่เพียงแต่จะมีประสิทธิภาพสูงมากกว่า วิตามินซีถึง 100 เท่า แต่ยังมีประสิทธิภาพสูงกว่าวิตามินอีอีกถึง 25 เท่าในการทำลายอนุมูลอิสระ

          ต้านโรคไขข้ออักเสบ กล่าวกันว่าชาเขียวช่วยป้องกันโรคข้ออักเสบรูห์มาติก (rheumatoid arthritis) ที่มักจะเกิดกับสตรีวัยกลางคน อาการของโรคโดยทั่วไปคือมีอาการของการอักเสบบวมแดง ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อต่อ

         ลดระดับคอเลสเทอรอล สารแคเทชินในชาเขียว ช่วยทำลายคอเลสเทอรอล และกำจัดปริมาณของคอเรสเทอรอลในลำไส้ แค่นั้นยังไม่พอ ชาเขียวยังช่วยควบคุมน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในระดับที่พอดีอีกด้วย

 
         ควบคุมน้ำหนัก ถ้าคุณกำลังพยายามลดน้ำหนักอยู่ การจิบชาเขียวสามารถช่วยได้ดีทีเดียว จากการศึกษาโดยมหาวิทยาลัยเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์พบว่า ชาเขียวช่วยเร่งให้ร่างกายมีการเผาผลาญอาหารและไขมันมากขึ้น

        ต่อสู้ กลิ่นปากและแบคทีเรีย ป้องกันฟันผุ การดื่มชาเขียวนอกจากจะทำให้ร่างกายอบอุ่นแล้ว ยังช่วยทำให้ลมหายใจสดชื่นและป้องกันการติดเชื้อได้ด้วย อันที่จริงแล้วพบว่าชาเขียวเป็นตัวช่วยยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปาก ต่อสู้กับเชื้อไวรัสในปากโดยกำจัดเชื้อแบคทีเรีย ผลการทดลองชี้ว่ายาสีฟันหรือน้ำยาบ้วนปากอย่างเดียวนั้น ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในการต่อสู้กับเชื้อไวรัส ผลการศึกษาสรุปว่า สารพอลิฟีนอลส์ในชาเขียวช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียถึง 30% และลดการผลิตของสารประกอบที่เป็นสาเหตุทำให้ลมหายใจเหม็นบูด

      นอกจากนี้ชาเขียวมีสรรพคุณช่วยป้องกันฟันผุ โดยช่วยยับยั้งแบคทีเรียที่ชื่อ Streptococcus mutans ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ก่อให้เกิดหินปูนที่มาเกาะฟัน คนส่วนใหญ่จะดื่มชาเขียวหลังอาหาร เพื่อช่วยให้ลมหายใจและกลิ่นปากสะอาดสดชื่น

       ป้องกันเชื้อไวรัสเอชไอวี ข้อมูลในวารสารวิทยาภูมิคุ้มกันทางการแพทย์ และโรคภูมิแพ้ฉบับประจำเดือนพฤศจิกายนตีพิมพ์ไว้ว่า สารแคเทชินในชาเขียวโดยเฉพาะพระเอกตัวเก่ง EGCG มีสรรพคุณป้องกันการติดเชื้อเอชไอวี ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า ชาเขียวเข้มข้นช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อไวรัสเอชไอวี จับตัวกับเซลล์เม็ดเลือดขาว ชนิดที่มีความสำคัญต่อภูมิคุ้มกันในร่างกายของคนเราที่เรียกว่า “ทีเซลล์” (T cells) ซึ่งเป็นด่านแรกที่ทำให้มีโอกาสติดเชื้อเอชไอวีได้ ถ้ามีผลการศึกษาเพิ่มเติมยืนยันผลการวิจัยดังกล่าวนี้ นักวิจัยกล่าวว่าจะนำสารในชาเขียวมาใช้ทดลองในการผลิตยาชนิดใหม่ เพื่อป้องกันการลุกลามของเชื้อเอชไอวี

      นอกจากประโยชน์และสรรพคุณมากมายจากการดื่มชาเขียวที่บอกไปแล้วนั้น ชาเขียวยังมีประโยชน์อีกมากมายอาทิ ช่วยห้ามเลือดหรือทำให้เลือดไหลช้าลง บรรเทาอาการผื่นคันและแมลงสัตว์กัดต่อย น้ำมันจากต้นชาที่ผสมในแชมพูและครีมบำรุงผิวช่วยบำรุงผิว และทำให้เส้นผมเป็นประกายเงางาม นอกจากนี้นักวิจัยยังกำลังศึกษาเพิ่มเติมว่าชาเขียวอาจจะช่วยป้องกันผิว จากอันตรายของแสงแดดได้

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับการลดความอ้วน โดย นามาชะ กรีนลาเต้

หุ่นดี สวยเป๊ะเวอร์ ต้องทานแบบนี้ซิ


 เรามักจะได้ยินเสียง ครวญจาก สาวอ้วน อยู่บ่อยๆว่า คนผอม หุ่นดี เกิดมามีบุญ ทานอะไรก็ทานได้ ไม่ต้องคอยเป็นกังวล ว่าน้ำหนักจะขึ้น จึงอยากให้ สาวอ้วนง่าย ทำความเข้าใจเสียใหม่เพราะความจริงแล้วไม่ใช่เธอเหล่านั้น ทานอะไรก็ไม่อ้วน แต่อาหารที่เธอทานคือ สิ่งที่เธอเลือกอยู่ในใจแล้ว ว่าสิ่งไหนควรและสิ่งไหนไม่ควรทาน  วิธีการทานอาหารแบบที่เรียกว่า เลือกรับประทานเพื่อรักษาหุ่น หรือลดน้ำหนัก มีอยู่หลากหลายวิธีด้วยกัน ส่วนจะเป็นเรื่องง่ายหรือยาก คงต้องขึ้นอยู่กับความตั้งใจของแต่ละคนด้วย เราลองมาดูซิ ว่ามีวิธีไหนบ้าง
 
1.ควรทานอาหารเป็นมื้อๆ คือ มื้อเช้า มื้อกลางวัน และมื้อเย็น (ก่อน 6 โมงเย็น) ต้องทานอาหาร 1 จาน ต่อ 1 มื้อเท่านั้น แต่หากทนไม่ไหวลองหาชาเขียวร้อนๆ ดื่มแก้หิวจะดีกว่า 

2.ไม่ควรทานอะไร ขณะที่กำลังทำกิจกรรมอื่นๆอยู่  เช่น กำลังอ่านหนังสือ ทำงาน เล่นอินเตอร์เน็ต ดูทีวี หรือขณะนั่งรถ เพราะการทำเช่นนี้บ่อยๆ จะทำให้ปริมาณแคลอรีมากเกินกว่าความจำเป็น และที่แย่ไปกว่านั้น คือคุณจะอ้วนแบบไม่รู้ตัว

3.เลือกรับประทานอาหารให้พลังงานต่ำอย่าปล่อยใจ หรือให้ผู้ใดท้าทายคุณ ด้วยอาหารที่มีไขมันสูง เช่นข้าวมันไก่ ข้าวขาหมูเป็นอันขาด

4.เวลาทานอาหาร ควรรับประทานช้าๆ เคี้ยวให้ได้ 10 ครั้งต่อคำ

5.หากหิวมากๆ ควรสั่งอาหารเพียง 1 อย่าง อย่าสั่งอาหารมาพร้อมกันหลายๆอย่างเพราะ อาหารจานเดียวก็ทำให้คุณอิ่มได้เช่นกัน

6.สำรวจอาหารในจานว่าเป็นประเภทใด มีเนื้อสัตว์และผัก มากน้อยแค่ไหน ทางที่ดีควรทานผักให้หมดจานก่อน แล้วค่อยเริ่มทานเนื้อสัตว์ หรือเขี่ยเนื้อสัตว์ออกนอกจานไปเลย

7.หลีกเลี่ยงอาหารไขมันสูง หรือแกงกะทิ รวมถึงน้ำอัดลมทุกชนิด

8.หากคุณชอบดื่มชา, กาแฟ, โอวันติน ให้ดื่มเพียงวันละ 1 ถ้วย หรือดื่มแบบไม่ใส่น้ำตาลเลย หรือถ้าอยากดื่มนม ไม่ว่าจะเป็นนมพร่องมันเนย นมเปรี้ยว ควรดื่มก่อนเข้านอนอย่างน้อย 4 ชั่วโมง

9.เบเกอรี่ เป็นสิ่งที่สาวๆชอบ แต่ถ้าอยากผอม ก็ไม่ควรทานเลย หรือทานได้สัปดาห์ละครั้ง และครั้งละชิ้นสองชิ้นเท่านั้น

10.หลีกเลี่ยงการทานลูกอม เพราะลูกอมชนิดต่างๆ ล้วนมีน้ำตาลเป็นส่วนผสม

11.ทานผลไม้มากๆ ยกเว้นผลไม้ที่มีรสหวาน ให้พลังงาน และปริมาณน้ำตาลสูง เช่นทุเรียน เงาะ ละมุด ลำไย ขนุน

12.ดื่มน้ำสะอาด อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว

      อาจจะหนักหนาสาหัสไปบ้าง สำหรับคนที่เคยชินแบบกินจุบกินจิบมาก่อน แต่อย่าลืมว่า หากคุณทำได้ตามคำแนะนำข้างต้น อีกไม่นาน หุ่นของคุณจะสวยงามขึ้น และถ้าต้องการให้เห็นผลเร็วขึ้น การออกกำลังกายควบคู่กันไป จะยิ่งช่วยคุณได้…สวยวันสวยคืนนะคะ 

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับการลดความอ้วน จาก หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก

วันอาทิตย์ที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2557

ก่อน หลัง ลดความอ้วนน่าเหลือเชื่อ (เทคนิคลดแบบง่าย)


 สิ้นสุดการแข่งขันไปแล้ว สำหรับเวที "Dance Your FAT Off เต้นเปลี่ยนชีวิต" การประกวดความสามารถทางการเต้นของคนอ้วน  ที่สุดของรายการวาไรตี้ชื่อดังสัญชาติอเมริกันที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ กับบรรดาหนุ่มสาว "บิ๊กไซส์" มาแล้วอย่างกว้างขวางทั่วโลก ที่มาพร้อมความเปลี่ยนแปลงในรูปร่างของผู้เข้าแข่งขัน ผ่านการตัดสินอย่างเที่ยงธรรมจากคะแนนในลีลาการเต้น และจำนวนน้ำหนักที่เปลี่ยนแปลงไปวัดกันแบบ ปอนด์ต่อปอนด์!!!




โดยผู้ที่คว้ารางวัลสุดยอด "Dance Your FAT Off เต้นเปลี่ยนชีวิต" นั่นก็คือ "โจโจ้ ยศพร นวลจันทร์" จากน้ำหนักแรกเริ่มการแข่งขัน 134.3 กิโลกรัม ลดลงมา 32.50 กิโลกรัม  โดยใช้เวลาเพียง 2 เดือนกว่าๆ เท่านั้นเอง
โจโจ้ จะมีเคล็ดลับการลดความอ้วนอย่างไร ให้ได้ผลรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงสุด ตามทิชชี่มาหาคำตอบกันค่ะ

เมื่อก่อน "โจโจ้" เคยคิดผิดตัดสินใจไปพึ่งยาลดความอ้วน ได้รับผลข้างเคียงกลับมาไม่คุ้มค่าเลย แต่หลังจากเลือกทางพลาดไปแล้ว โจโจ้จึงบอกกับตัวเองว่า วิธีที่ได้ผลและดีที่สุดในการลดน้ำหนัก คือ การออกกำลังกาย และควบคุมอาหารอย่างมีวินัยนั่นเอง



"คุณหมอบอกว่า ช่วงแรกที่ลดความอ้วนเราจะลดได้เยอะและเร็วมาก แต่หลังจากนั้นร่างกายจะลดน้ำหนักลงยากมากขึ้น อย่างช่วง 2 เดือนแรกจะอยู่ที่เฉลี่ย 3 กิโล จนมาอยู่ที่ 1.3 กิโล ไม่สามารถลดลงไปได้มากกว่านี้ในแต่ละสัปดาห์" โจโจ้ชี้แจงถึงสาเหตุที่ช่วงหลังน้ำหนักของเขาไม่ค่อยลดลงเท่าสัปดาห์แรกๆ

เคล็ดลับง่ายๆ ทำได้ด้วยตัวเองเพียงเท่านี้ คุณสาวๆ ลองทำเป็นประจำ และมีวินัยในตัวเองสม่ำเสมอนะคะ อ้วนเพียงไหน แค่ตั้งใจ ก็ผอมได้ง่ายๆ แล้วคะ สู้ๆ นะคะ สาวๆ เจ้าเนื้อทุกคน ทิชชี่ และทีมงาน Sanook! Women จะคอยเป็นกำลังใจให้ค่ะ ^^


ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับการลดความอ้วน จาก : http://www.prachachat.net/, สนุกดอทคอม
ขอบคณภาพประกอบ :
www.danceyourfatoff.com, facebook.com/danceyourfatoff

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เทคนิคกินง่ายๆแต่ก็ยังผอมได้


          สาว ๆ ที่อยาก ผอม หุ่นดี ไม่ค่อยจะมีเวลามานั่งเลือกอาหารเพื่อสุขภาพกันเท่าไร บางทีงานก็เยอะกิ๊กก็แยะ รีบๆ เข้าเราก็ต้องคว้าอะไรใกล้มือนี่ล่ะมาประทังชีวิตกันไปก่อน แต่ไม่ต้องกลัว ถึงจะกินแบบง่ายๆ ก็ยังคุมแคลอรีได้ด้วย


มื้อเช้า
 

มื้อเช้าของสายไทยเรามีสองแบบ ถ้าไม่กินข้าวแกงก็ไม่กินเลย แต่ที่จริงเราสามารถทำอาหารเช้าที่เร็วและดีกินเองได้ที่บ้าน เช่น น้ำส้มสักแก้ว กับขนมปังโฮลวีต 2-3 แผ่น นอกจากจะหนักท้องแล้ว คุณค่าอาหารที่ได้เทียบเท่ากับข้าวทั้งจานเลยทีเดียว

มื้อสาย
 
ช่วงสายเป็นมื้อที่ไม่ควรจะกินอะไรหนักๆ เพราะอีกไม่กี่ชั่วโมง เราก็ต้องกินมื้อเที่ยงอีกแล้ว ของจุบจิบรองท้องที่คนไทยเราฮิตติดปากกันนักหนามักจะเป็นพวกลูกชิ้นปิ้ง ผลไม้ดอง ซึ่งแคลอรีสูงลิ่ว วิธีเลี่ยงง่ายๆ คือให้คุณหาซีเรียลบาร์ติดโต๊ะไว้กินรองท้องเวลาหิว 


มื้อเที่ยง
 
มื้อนี้ล่ะตัวร้ายสำหรับสาวทำงาน เพราะเวลาพักมีน้อย หลายคนจึงหาทางออกด้วยการฝากกระเพาะไว้กับฟาสท์ฟู้ดจำพวกแฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งเป็นวัตถุต้องห้ามสำหรับลำไส้ของสาวๆ ที่กำลังไดเอท แต่ยังโชคดีที่เราไม่จำเป็นต้องกินแต่แฮมเบอร์เกอร์ เพราะในร้านแฮมเบอร์เกอร์ก็ยังมีเมนูอื่น เช่น สลัดหรือแซนวิชปลา แซนด์วิชจากขนมปังโฮลวีต 


ระหว่างวัน
  เวลาง่วงๆ ซึมๆ เครื่องดื่มแก้ง่วงที่เรามักจะนึกถึงก็คือกาแฟ ยิ่งถ้าเป็นลาเต้แก้วโตๆ ใส่เพียบแถมมีวิปครีมปะหน้า คู่กับคุ้กกี้อีก 2-3 ชิ้น สาวๆ ยิ่งกินกันจนลืมสะกดคำว่าอ้วนไปเลย… เลิกค่ะ… เพราะสามารถอร่อยคล้ายๆ อย่างนั้นได้ในแคลอรี่ที่ต่ำกว่าด้วยชาร้อนกับคุ้กกี้ธัญพืช ช่วยแก้ง่วงได้พอๆ กันแต่แคลอรี่ต่างกันฟ้ากับเหว
 
มื้อดึก
 
นี่คือมื้อที่อันตรายกับความสเลนเดอร์มากที่สุด เพราะมีเวลาให้ชิมนั่นชิมนี่ได้เหลือเฟือ แต่กินเข้าไปไม่เท่าไรก็ได้เวลานอนซะแล้ว ถ้าคุณเกิดหิวขึ้นมากลางดึก ขอแนะนำเป็นนมแบบไขมันต่ำอุ่นๆ สักแก้ว จะช่วยให้หลับสบายขึ้น แถมยังมีไขมันแค่ 3 กรัมเท่านั้น ดีกว่าต้มมาม่าใส่ใข่กันเป็นกองเลย

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับการลดความอ้วน เทคนิคกินง่ายๆแต่ก็ยังผอมได้ จาก mthai.com

10 อาหาร ที่ไม่ควรกินมากเกินไป



1. ไข่เยี่ยวม้า   ถ้ากินมากและบ่อย อาจเกิดพิษจากสารตะกั่ว การดูดซึมแคลเซี่ยมลดน้อยลง ขาดแคลเซี่ยมทำให้กระดูกผุได้ 

 2. ปาท่องโก๋   ใช้สารส้ม ซึ่งมีตะกั่ว เป้นพิษต่อเซลล์สมอง ความจำเสื่อม คอแห้ง เจ็บคอ (กำ…อันนี้กินทุกเช้าเลย สงสัยต้องเลิกกิน..งุงิ)
 
3 . เนื้อสัตว์ย่าง   เกิดสารเบนโซไพริน ก่อมะเร็ง       

4 . ผักดอง   เกิดการสะสมเกลือโซเดียม หัวใจทำงานหนัก เกิดความดันเลือดสูง เป็นโรคหัวใจง่าย  

5 . ตับหมู   1 กก . มีคอเลสเตอรอลกว่า 400 มก . ถ้ามีมากและนานทำให้หลอดเลือดแข็งตัว เสี่ยงต่อโรคหัวใจ , หลอดเลือดทางสมอง , มะเร็ง  

6. ผักโขม   ผักปวยเล้ง มีกรดออกซาเลตมาก ทำให้การขับสังกะสีและแคลเซียมออกจากร่างกายมาก เกิดภาวะขาดแคลน 

7 . บะหมี่สำเร็จรูป   ทำให้ขาดสาร อาหาร เกิดการสะสมสารพิษในร่างกาย  

8 . เมล็ดทานตะวัน   มีส่วนประกอบของกรดไขมันไม่อิ่มตัว กินมากทำให้มีการสะสมไขมันที่ตับได้  (อันนี้แม่ชอบกินมากมาย สงสัยต้องไปบอกต่อ)

9 . เต้าหู้หมัก เต้าหู้ยี้   การหมักมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรค และมีสารย่อยโปรตีน ไฮโดรเจนซัลไฟล์ ที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย  

10 . ผงชูรส ไม่ควรกินเกิน  6  กรัมต่อวัน จะทำให้กรดกลูตามิกในเลือดสูง ซึ่งมีผลต่อการทำงานของประจุแคลเซี่ยมและแมกนีเซียม ทำให้ปวดหัว   ใจสั่น คลื่นไส้ และมีผลเสียต่ออวัยวะสืบพันธุ์ 

 ที่กล่าวมาเป็นภูมิปัญญาโบราณ ความเชื่อที่สืบทอดกันมา ปัจจุบันมีการนำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายมากขึ้น


ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับการลดความอ้วน 10 อาหาร ที่ไม่ควรกินมากเกินไป จาก mthai.com

7 วิธีหนีความอ้วน


7 วิธีหนีความอ้วน

1.ก่อนลงมือทานอาหารควรดื่มน้ำก่อนสักหนึ่งแก้ว
จะช่วยทำให้คุณทานอาหารได้น้อยลง แต่ก็อิ่มได้

2.ควรทานอาหารในถ้วยหรือจานใบเล็กๆ
เพราะการที่คุณต้องตักเพิ่มหลายๆรอบ จะทำให้คุณรู้สึกว่าคุณทานเยอะพอแล้ว

3.การเคี้ยวอาหารต้องเคี้ยวให้ละเอียด
เคี้ยวประมาน 15-20 ครั้งแล้วค่อยกลืน การทานอาหารช้าๆทำให้คุณจะค่อยๆรู้สึกว่าอิ่มจนทานได้ไม่เยอะ

4.อย่ายืนทาน
ควรนั่งทานให้เป็นกิจลักษณะ เพราะการยืนทานจะทำให้คุณรู้สึกว่าเป็นการกินเล่นๆ แล้วคุณก็จะไปหนักในมือถัดไป

5.ทานอาหารแล้วอย่าทานหมดนะ
ต้องเหลือไว้บาง นิดหน่อยก็ยังดี บางคนอาจจะเสียดาย แต่อยากให้จำไว้ถ้าเรากินเพราะเสียดายก็ไม่มีทางผอมค่ะ กินเพื่ออยู่พอค่ะ อย่าอยู่เพื่อกิน ยังไงประโยคนี้ก็ยังใช้ได้อยู่นะค่ะ “You are what you eat”

6.ออกกำลังกาย
เล่นกีฬาที่เราถนัด เพื่อที่กล้ามเนื้อเราจะได้กระชับขึ้นและเพื่อสุขภาพที่ดีขึ้นด้วย

7.การทานอาหารเช้า
รู้ไหมว่ามันเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด เพราะถ้าคุณทานอาหารเช้า แล้วพอตอนบ่ายคุณทานอีก ตกเย็นคุณจะไม่หิวโซ จึงทำให้คุณทานอาหารเย็นได้น้อย และการเผาผลาญก็จะเร็วกว่าคนที่มาเริ่มต้นทานตอนบ่าย เคยมีคนบอกว่า “มื้อเช้าให้ทานอย่างพระราชา มื้อเที่ยงให้ทานอย่างคนธรรมดา มื้อเย็นให้ทานอย่างคนจน” เชื่อ ไหมค่ะถ้าทำตามนี้ผอมแน่ มื้อเช้าคุณอยากทานอะไรก็ตามใจเลยเต็มที่ แต่มื้อเย็นคุณควรทานแต่พอกิน นิดๆหน่อยๆพอ แล้วคุณเชื่อไหมว่าคุณไม่ต้องทนทรมานหิวโหยต้องอดมื้อกินมื้อ คุณกินได้ทุกมื้อแต่ต้องรู้จักกินเท่านั้นแหละค่ะ

อยากมาแนะนำให้คนที่อยากผอมแต่อยากกินทุกอย่าง แล้วน้ำหนักคุณจำค่อยๆลดลงเอง จริงๆสูตรการทานก็ไม่มีอะไรมาก

มื้อเช้า ทานอาหารหนักๆ พวกข้าว ก๋วยเตี๋ยว อยากทานขนมต่อก็ได้ค่ะ มื้อเช้าอยากทานอะไรก็ทานเต็มที่ค่ะ ทานให้อิ่มเลยนะค่ะ

มื้อเที่ยง ทานอาหารที่ไม่ใช่อาหารหลัก ทานพวกไส้กรอก ขนมปัง ไข่ ผลไม้ ขนมหวานก็ได้ ไปๆมาๆเหมือนทานอาหารเช้าเลย แต่ถ้าอยากทานข้าวก็ทานสักครึ่งจานพอค่ะ

มื้อเย็น ทานแค่พออิ่ม เช่น ส้มตำ ผลไม้ เกาเหลา อาหารเบาๆพอค่ะ เป็นอาหารที่ย่อยง่ายๆจะดีมาก

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับการลดความอ้วน 7 วิธีหนีความอ้วน จาก mthai.com

อาหารอารมณ์ดีแถมกินแล้วไม่อ้วน

หากว่าคุณกำลังเครียดซีเรียสมาหา อาหาร อารมณ์ดี เพื่อครายเครียดกันดีกว่าค่ะ นอกจากจะเป็น อาหาร อารมณ์ดี แล้วยังกินไม่อ้วน อีกต่างหากและยังช่วยให้คุณอารมณ์ดีได้อย่างไม่รู้ตัวอีกด้วย เมื่อคุณรู้สึก เหงา เศร้า วิตก คิดไม่ได้ หรือแม้แต่กำลังเสียใจอยู่ ก็ลองคิดถึง อาหาร อารมณ์ดี ต่อไปนี้ รับรองว่าต้องช่วยคุณให้กลับมามีอารมณ์แจ่มใสขึ้นอย่างแน่นอนค่ะ



อาหาร อารมณ์ดี ได้แก่

น้ำผลไม้รวมสีส้ม ได้จากส่วนผสมของผลไม้ที่มีสีเหลือง สีส้ม และสีแดง น้ำแอปริคอตสด น้ำส้มสด และน้ำมะม่วงสุก อย่างละ 50 มล. กับมะละกอสุกครึ่งผลนำมาปั่นรวมกันคุณจะได้เครื่องดื่มเพิ่มพลังซึ่งสามารถ ช่วยต่อต้านความซึมเศร้าและกระตุ้นต่อมใต้สมอง ให้หลั่งฮอร์โมนแห่งความสุข

สลัดสีส้ม ไม่ ว่าจะเป็นสลัดแครอทแบบฝรั่งหรือส้มตำแครอทแบบไทย ๆ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นอาหารจานเด็ดที่อุดมไปด้วยคุณค่าของเบต้าแคโรทีนและ วิตามิน ซึ่งนอกจากช่วยให้คุณสวยอย่างมีสุขภาพดีแล้วยังช่วยคลายเครียดได้ดีอีกด้วย

น้ำส้มคั้นสด ๆ ในภาวะอารมณ์ที่กำลังเหนื่อยล้าหรือเคร่งเครียดหากได้ดื่มน้ำส้มสดสักหนึ่งแก้วก็จะช่วยให้สมองของคุณรู้สึกสดชื่นและปลอดโปร่งขึ้น

นอกเหนือจากอาหารการกินสีส้ม ซึ่งช่วยให้คุณอร่อยลิ้นและอารมณ์ดีแล้ว การสร้างบรรยากาศรอบ ๆ ตัวด้วยสีส้มก็เป็นอาหารตาที่จะช่วยกระตุ้นความรู้สึกให้เพลิดเพลินเจริญใจ ได้อีกทางหนึ่ง ที่สำคัญจาน ชาม หรือภาชนะใส่อาหารโทนสีนี้ยังสามารถทำให้อาหารดูน่ากินและทำให้คุณรู้สึก เจริญอาหารมากขึ้นด้วย




ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับการลดความอ้วน อาหารอารมณ์ดีแถมกินแล้วไม่อ้วน จาก สยามดารา,www.n3k.in.th

6 สเต็ปง่ายๆ พิชิต เซลลูไลท์




เซลลูไลท์ หรือผิวหนังลักษณะคล้ายผิวเปลือกส้ม เป็นก้อนนูน ไม่เรียบเนียน ทำให้สาวเจ้าเนื้อโชว์ผิวสวยไม่ได้เต็มที่ ดูเหมือนจะเป็นตัวปัญหาใช่ไหม แต่วิธีการกำจัดเจ้าเซลลูไลท์ก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดนะคะ


สเต็ปที่ 1 กินผัก ผลไม้สดให้มากเข้าไว้

ใยอาหารจากผักและผลไม้จะทำหน้าที่เข้าไปกวาดเจ้าเซลลูไลท์ที่สะสมอยู่ใต้ผิวหนัง แล้วถ่ายเทไปเก็บไว้ในลำไส้พร้อมจะขับถ่ายออกไป


สเต็ปที่ 2 ขัดผิวทุกครั้งที่อาบน้ำในตอนเช้า

ตอนเช้าเลือดลมจะไหลเวียนดีกว่าในตอนเย็ยน ถ้าใช้ใยบวบนิ่มๆ ขัดวนเป็นวงกลมตามเข็มนาฬิกาจะช่วยสลายไขมันใต้ผิวหนังได้เร็วขึ้น


สเต็ปที่ 3 งดอาหารฟาสต์ฟู้ด

ฟสาต์ฟู้ดมีชื่อเล่นๆ ว่าอาหารขยะ เพราะมันอุดมไปด้วยเกลือกับไขมันที่เป็นตัวการความอ้วน ถ้าไม่เลิกพาขยะเข้าไปสะสมไว้ในร่างกาย แล้วเมื่อไหร่ล่ะไขมันที่มาจากอาหารขยะจะหมดไปจากหุ่นสลิมของคุณสักที



สเต็ปที่ 4 บอกลาแอลกอฮอล์และน้ำอัดลม

พอกันทีกับเครื่องดื่มที่อุดมไปด้วยน้ำตาล เพราะร่างกายจะเปลี่ยนน้ำตาลให้เป็นไขมัน แล้วนำเอาไปเก็บไว้ในรูปแบบของเซลลูไลท์ที่อยู่ใต้ผิวหนัง ถ้าบอกลาน้ำหวานพวกนี้ก็เท่ากับคุณได้บอกลาเซลลูไลท์ไปด้วยนะคะ


สเต็ปที่ 5 อาบน้ำอุ่น

น้ำอุ่นช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิต เมื่อเลือดลมไหลเวียนดีก็จะไปแทรกซอนกัดเซาะไขมันใต้ผิวหนัง

สเต็ปที่ 6 ออกกำลังกายเป็นประจำทุกวัน


ออกกำลังกายเลือดลมสูบฉีดแรง เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดแล้วในการมีรูปร่างเฟิร์มกระชับ ถ้าไม่ว่างพอที่จะ ออกกำลังกายนานๆ แค่เดินขึ้นลงบันไดให้ได้วันละ 15 นาที เพียงเท่านี้คุณก็ผอมลงได้แล้วล่ะค่ะ

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับการลดความอ้วน 6 สเต็ปง่ายๆ พิชิต เซลลูไลท์ จาก mthai.com

สูตรเด็ดบอกลา เซลลูไลท์




       85% ของผู้หญิงตะวันตกเมื่อขยุ้มเนื้อขึ้นมาพบว่าจะเห็นรอยนูนๆ ที่เรียกว่า ผิวเปลือกส้มหรือเซลลูไลท์หรือที่รู้จักกันว่าก้อนเนื้อขรุขระที่อยู่รอบต้นขาและก้น ตามทฤษฎีกล่าวว่าเซลลูไลท์เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงของไขมันที่สะสมอยู่ใต้ ผิวหนัง เมื่อชั้นบางๆของเนื้อเยื่อระหว่างเซลล์ไขมันเปลี่ยนเป็นเส้นๆและรวมตัวกัน อยู่รอบๆ ไขมัน เป็นสาเหตุให้เกิดรอยบุ๋มเล็กๆ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าเซลล์ลูไลท์เล่นงานคุณแล้ว
 
       ดูเหมือนเซลลูไลท์มีส่วนเกี่ยวพันอย่างแยกไม่ออกกับผลของฮอร์โมนในร่างกายโดย เฉพาะเอสโตรเจน ดังนั้นเมื่อระดับฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน เช่น ช่วงเริ่มมีประจำเดือนของวัยรุ่น ช่วงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในช่วงวัยทอง เหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดเซลล์ลูไลท์มากขึ้น เรามาดูวิธีต่างๆ ที่ช่วยสลายเซลลูไลท์กันค่ะ

  •  การควบคุมอาหาร

การหันไปทานอาหารที่มีไขมันต่ำ เช่น ผักและผลไม้ จะช่วยลดสารพิษและกำจัดไขมันที่จับตัวอยู่ในเนื้อเยื่อผิว ควรทานผักผลไม้สดและอาหารจำพวกโฮลเกรนมากๆ ห้ามเด็ดขาดสำหรับกาแฟ น้ำอัดลม บุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มน้ำมากๆ เป็น เพราะจะช่วยขจัดสารพิษที่ไม่พึงปรารถนาออกจากร่างกาย

  • การนวด

ไม่เพียงช่วยให้รู้สึกสบายตัวได้อย่างน่าอัศจรรย์เท่านั้น การนวดยังช่วยกำจัดเซลลูไลท์ด้วยการบีบกดกล้ามเนื้อ และกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตตลอดจนระบบน้ำเหลืองที่จะทำให้เนื้อเยื่อไขมัน แตกตัว โดยสามารถนวดเองได้ เริ่มจากนวดเบาๆที่ขาแต่ละข้างสัก 2-3 นาที เพื่อให้ไขมันแตกตัวและกำจัดสารพิษ หากต้องการนวดตั้งแต่หัวจรดเท้า ให้ใช้วิธีที่เรียกว่า Endermologie cellulite treatment เป็นเครื่องมือสำหรับดูดและกลิ้งบนผิวหนังเพื่อให้ผิวหนังกระชับ แต่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงค่ะ

  • การออกกำลังกาย
 
จะช่วยสูบฉีดออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย ทำให้เลือดไหลเวียนดี ช่วยให้ผิวที่เป็นลอนหยักขรุขระ ซึงเกิดจากเซลล์ลูไลท์หายไป ช่วยให้กล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อรอบๆผิวที่เป็นลอนหยักกระชับแข็งแรงขึ้น เซลล์ลูไลท์หายไป
  • การปัดแปรงผิว

การใช้แปรงนวดหรือถุงมือขัดผิวเป็นประจำวันละ 2 นาที จะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตและสลายเซลลูไลท์ เริ่มจากเท้าและให้ปัดแปรงผิวในทิศทางที่มุ่งเข้าสู่หัวใจ
  • การห่อตัว

ส่วนใหญ่เราสามารถใช้บริการวิธีนี้ได้ตามสปา การห่อตัวจะใช้ผ้าเปียกที่มีส่วนผสมของสมุนไพรและสาหร่างทะเลที่จะช่วยให้ ผิวชุ่มชื่นมีชีวิตชีวา และขจัดสารพิษจากผิว โดยจะห่อตั้งแต่หน้าอกไปจนถึงนิ้วเท้า ทิ้งไว้หนึ่งชั่วโมง โดยสรรพคุณของแร่ธาตุที่อยู่ในผ้าห่อตัวจะทำหน้าที่สลายเซลลูไลท์ หลังจากเอาผ้าห่อตัวออกแล้วนวดจะช่วยให้โลหิตหมุนเวียนดีค่ะ


ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับการลดความอ้วน สูตรเด็ดบอกลา เซลลูไลท์ จาก นิตยสาร Health plus