แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เสริมเกราะเหล็ก ป้องกัน เด็กจมน้ำ เสียชีวิต แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เสริมเกราะเหล็ก ป้องกัน เด็กจมน้ำ เสียชีวิต แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2557

เสริมเกราะเหล็ก ป้องกัน เด็กจมน้ำ เสียชีวิต

 เรื่องราวของอุบัติเหตุ ‘เด็กจมน้ำเสียชีวิต’ โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอมนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งจะเคยเกิดขึ้นอย่างแน่นอน หากแต่ยังคงเป็นปัญหาที่พ่อแม่ ผู้ปกครองหลายคนเป็นกังวลใจอยู่ไม่น้อย


ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เผยถึงสถิติการจมน้ำในรอบ 11 ปี (ตั้งแต่ปี 2546-2556) พบว่า เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จมน้ำเสียชีวิตแล้วถึง 15,495 คน เฉลี่ยปีละ 1,291 คน หรือวันละเกือบ 4 คน โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอม ระหว่างมีนาคม-พฤษภาคม มีเด็กเสียชีวิตจากตกน้ำ จมน้ำสูงถึง 442 คน

สอดคล้องกับข้อมูลจากศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการ บาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีที่พบว่า เด็กส่วนใหญ่ที่จมน้ำเสียชีวิตนั้น มักจะเป็นเด็กวัยเรียนอายุ 5- 9 ปี และเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง โดยเกิดจากการไปเล่นใกล้ๆ แหล่งน้ำ หรือลงเล่นน้ำในแหล่งน้ำของชุมชนไม่ไกลจากบ้าน แต่ห่างไกลสายตาพ่อแม่

“รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์” ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บใน เด็ก บอกว่า ในระยะการทำงานของศูนย์วิจัยฯ ตลอด 10 ปีมานี้พบว่า สถิติการจมน้ำเสียชีวิตในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ลดลง 41 เปอร์เซ็นต์ จากจำนวนเสียชีวิต 600 คน/ปี เหลือเพียง 300 คน/ปี

“โดยทางศูนย์วิจัยฯ ได้ให้ความรู้กับพ่อแม่ ผู้ปกครองเด็ก เริ่มตั้งแต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมรอบๆ บ้าน เช่น ปิดฝาตุ่ม ฝาถังน้ำ ปิดห้องน้ำ ปิดถังน้ำทิ้ง และจุดเสี่ยงอื่นๆ ภายในบริเวณบ้าน เพราะโดยส่วนใหญ่เด็กวัยนี้มักเกิดอุบัติเหตุการจมน้ำภายในบริเวณบ้าน ซึ่งหากพ่อแม่ ผู้ปกครองเฝ้าดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด ไม่เผอเรอ ไม่ประมาท ก็จะสามารถป้องกันอุบัติเหตุได้ง่ายๆ ด้วยตนเอง รวมทั้งยังช่วยกระจายความรู้ที่สามารถปฏิบัติได้จริงไปยังกลุ่มผู้ปกครอง ด้วยกันได้”



ในขณะที่ สถิติการจมน้ำเสียชีวิตในเด็กอายุ 5 – 9 ปี นั้น ส่วนหนึ่งคือการแนะนำให้พ่อแม่ ผู้ปกครองดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิดแต่ก็ยังเป็นเรื่องยาก เพราะเป็นเด็กโตและชอบออกไปเล่นนอกบ้าน ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ที่พ่อแม่ ผู้ปกครองจะต้องร่วมมือกับชุมชนหรือ

โรงเรียนเพื่อฝึกเด็กให้มี “ทักษะความปลอดภัยทางน้ำ 5 ประการ” ดังนี้

1. รู้สึกเสี่ยง สอนให้เด็กรู้ว่าแหล่งน้ำไหนเสี่ยง ไม่ควรไปวิ่งเล่นใกล้ๆ โดยอาจจะพาเด็กเดินสำรวจสิ่งแวดล้อมในชุมชน และพาเขาไปดูว่าจุดไหนที่อันตราย และจุดไหนที่ปลอดภัย เพราะเด็กวัยนี้จะเข้าใจ ในเหตุและผลได้แล้ว

2. ลอยตัว 3 นาที เนื่องจากสาเหตุของการจมน้ำส่วนใหญ่ เกิดจากการที่เด็กมักจะเล่นกันใกล้ฝั่งและพลาดตกลงไปในน้ำ หรือการเล่นที่คึกคะนอง แข่งขันกระโดดลงน้ำแต่กลับไม่มีความสามารถที่จะลอยตัวขึ้นมาเพื่อจะเข้าฝั่ง ให้ได้ เพราะฉะนั้นถ้าลอยตัวได้ 3 นาที เด็กที่พลัดตกในจุดที่ไม่ไกลจากฝั่งก็จะสามารถช่วยตัวเองได้ ท่าลอยตัวที่ง่ายและใช้เพื่อตะกายเข้าฝั่ง เช่น ท่าปลาดาว ท่าแม่ชีลอยน้ำ ว่ายท่าลูกหมา เป็นต้น

3. ว่ายได้ 15 เมตร นอกจากการลอยตัวให้ได้ 3 นาทีแล้ว เด็กยังต้องสามารถว่ายได้ไกลถึง 15 เมตร เพื่อเป็นทักษะในการว่ายเข้าฝั่งหากพลัดตกลงไปในน้ำ ตามมาตรการ 3 น 15 ม (3 นาที 15 เมตร) นั่นเอง

4. รู้อันตราย เด็ก ต้องรู้ว่า การกระโดดลงไปช่วยเพื่อนที่กำลังจมน้ำนั้นเป็นเรื่องที่อันตรายมาก แม้จะถูกฝึกมาอย่างดี ดังนั้นจึงมีหลัก 3 ข้อ คือ “ตะโกน โยน ยื่น” ตะโกนให้ผู้ใหญ่มาช่วย, โยน สิ่งของที่อยู่รอบตัว เช่น ขวดน้ำ ถังน้ำ แกลลอน กะละมัง รองเท้าแตะ เพื่อให้เพื่อนเกาะและสามารถใช้ลอยตัวได้, ยื่น สิ่งยาวๆ ให้เพื่อนจับแล้วดึงเข้ามาใกล้ฝั่ง (ฝั่งที่เขายืนก็ต้องมั่นคงด้วย)

5. การใช้ชูชีพ เพื่อ การเดินทางทางน้ำ ไม่ว่าจะเรือพาย เรือแจว จะว่ายน้ำเป็นไม่เป็น ก็มีความเสี่ยงที่จะจมน้ำได้ทั้งนั้นหากเกิดอุบัติเหตุ ดังนั้นจึงต้องเคยฝึกที่จะใส่ – ถอดชูชีพให้ถูกวิธี และอย่างน้อยต้องหัดลอยตัวเมื่อใส่ชูชีพให้ได้ เพราะถ้าลอยตัวไม่เป็น หน้าคว่ำลงก็อาจจะเอาชีวิตไม่รอดได้เหมือนกัน

รศ.นพ.อดิศักดิ์เพิ่มเติมอีกว่า ในอีกมิติหนึ่งของการป้องกันอุบัติเหตุในเด็ก คือ การสร้างชุมชนที่ปลอดภัย เช่น เตรียมพื้นที่เล่นให้เด็ก มีพี่เลี้ยงชุมชนคอยดูแลในจุดที่เด็กไปรวมตัวกัน นอกจากนี้ยังต้องตัดความยั่วยวนในบริเวณแหล่งน้ำ โดยการสร้างรั้วกั้น ติดป้ายเตือน พาเด็กเดินดู และตรวจสอบว่าตรงไหนอันตราย พร้อมแนะนำพื้นที่ที่ปลอดภัย

ทักษะเบื้องต้นที่จะต้องถูกสอนให้กับเด็กๆ เพื่อสร้างเกาะป้องกัน โดยใช้ความรู้และการตะหนักรู้ และสิ่งเหล่านี้จะติดตัวเขาไปตลอดชีวิต ทั้งยังสามารถถ่ายทอดให้คนอื่นเพื่อป้องกันความสูญเสียที่ไม่มีใครต้องการ ให้เกิดขึ้นได้อีกด้วย

ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับ แม่และเด็ก  จาก ภาวิณี เทพคำราม Team Content www.thaihealth.or.th