แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สุขภาพ แสดงบทความทั้งหมด
วันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2557
ออกกำลังกาย ที่ไม่เหมือน ออกกำลังกาย
ทั้งๆ ที่รู้ว่าการออกกำลังจะให้ประโยชน์ต่อร่างกาย และส่งผลดีต่อตัวเอง... หากสำหรับบางคนแล้ว การต้องออกไปวิ่ง หรือขยับเนื้อขยับตัวนั้น ไม่ต่างอะไรกับยาขม....
สิ่งแรกที่คุณควรเริ่มคิดคือ การออกกำลังไม่ น่าเบื่ออย่างที่คิด และยัง ทำให้คุณสนุกได้ด้วยก็แล้วคุณจะทำให้มันสนุกได้อย่างไรคำตอบคือ ตระหนักไว้เสมอว่าการออกกำลังให้ประโยชน์อย่างไรต่อร่างกาย และส่งผลอย่างไร ต่อการดำเนินชีวิตของคุณ แม้ว่าคุณจะไม่ชอบ การออกกำลังชนิดนี้เลย... แต่ก็ต้องมีสักชนิดที่เหมาะสมกับคุณ ลองคิดเล่นๆ ว่า การตามหาการออกกำลังที่เหมาะสมก็ไม่ต่างอะไรจากการตามหาคู่แท้ ที่ยิ่งหายากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทรงคุณค่า ในตอนท้ายมากขึ้นเท่านั้น
- ออกกำลังด้วยการเต้น
ไม่ว่าใครก็ชอบเต้นทั้งนั้น และการเต้นก็คือการออกกำลังรูปแบบหนึ่ง ที่จะส่งผลดีต่อทุกสัดส่วนในร่างกายของคุณ ถ้าหากไม่ชอบการออกกำลังประเภทใดเลย ก็ลองเลือกไปเรียนเต้นในรูปแบบที่คุณชอบ อาจจะเต้นจังหวะมันๆ อย่างฮิปฮ็อป อาร์แอนด์บี หรือลีลาศบอลรูมเบื้องต้น ที่ให้ความรู้สึกงดงามละมุนละไม หรือจะเลือกการเต้นแบบละตินที่เรียกเหงื่อได้ดี ก็แล้วแต่คุณจะสนใจ
- ออกกำลังด้วยการเดิน
แม้ว่าการเดินจะดูเป็นเรื่องธรรมดา และง่ายมากๆ แต่มันคือ 1 ในกิจกรรมที่จะช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้ดีที่สุด และยังส่งผลดีต่อสุขภาพอีก ด้วย นอกจากนี้ มันยังประหยัด ไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย การเดินในระยะเวลา 1 ชั่วโมง จะช่วยเผาผลาญได้ถึง 246 แคลอรี่ เพราะฉะนั้น ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบออกกำลังหนักๆ ก็เลือกเดินเล่นในสวนสาธารณะเพียงวันละ 30 นาที 1 ชั่วโมง ก็จะช่วยให้ร่างกายของคุณแข็งแรงได้แล้ว
- ออกกำลังด้วยการทำสวน
ถ้าชอบปลูกต้นไม้ การทำสวนคือกิจกรรมที่ ดีที่สุดของคุณ แค่ใช้เวลาอยู่กับต้นไม้เล็กๆ น้อยๆ จัดแจงพรวนดิน รดน้ำท่ามกลางแสงแดดอ่อนๆ หรือลองเลือกพันธุ์ไม้ที่ชอบ อาจจะออกแบบจุดต่างๆ ของสวน ตรงนั้นเป็นซุ้มดอกไม้สีชมพู ตรงนี้สีขาว... ปลูกอ่างบัวสวยๆ ดีไหม เพียงใช้เวลากับเรื่องง่ายๆ แค่นี้เป็นเวลา 2 ชั่วโมง จะช่วยเผาผลาญได้ถึง 684 แคลอรี่ และนอกจากจะได้เผาผลาญพลังงานแล้ว การออกกำลังท่ามกลางธรรมชาติจะช่วยให้ร่างกายของคุณสดชื่นแจ่มใสอีกด้วย ออกกำลังด้วยโทรทัศน์ ข้อนี้ง่ายมาก เคยดูรายการเกี่ยวกับแอโรบิกทางช่องโทรทัศน์ต่างๆ แล้วอยากขยับตัวตามบ้างหรือไม่ หากวันไหนว่างๆ ลองลุกขึ้นยืน เปิดเสียงให้ดังขึ้น แล้วลองขยับตัวไปตามจังหวะที่ได้เห็น แม้ท่าทางของคุณอาจจะไม่สมบูรณ์แบบ เหมือนครูผู้สอน แต่การได้ขยับเนื้อขยับตัว ก็จะช่วยเรียกเหงื่อ และทำให้คุณหัวใจเต้นแรงได้เช่นกัน ข้อดีของการออกกำลังแบบนี้ก็คือ อยากเลิกเมื่อไหร่ก็เลิกได้ ไม่ต้องกังวลว่า จะถูกมองจากคนอื่นๆ และถ้าหากเกรงว่าจะไม่รู้เวลาการออกอากาศที่แน่นอน จะเลือกซื้อซีดีหรือดีวีดีมาเก็บไว้ ก็เป็นทางแก้ไขที่ดีเช่นกัน
- ออกกำลังด้วยเพื่อน
ถ้าหากคุณซื้อคอร์สฟิตเนสไปแล้ว และไม่อยากจะไปเลยแม้แต่น้อย ทางสร้างกำลังใจของคุณคือ การผูกมิตร... ถ้าหากคุณมีเพื่อนที่ร่วมออกกำลังด้วยกัน ก็เท่ากับคุณและเพื่อนมีเป้าหมายร่วม ที่จะต้องไปถึงด้วยกัน คุณจะอยากก้าวไปพร้อมๆ กับเพื่อน และรู้สึกไม่สบายใจถ้าต้องทอดทิ้งเพื่อนให้อยู่ในคลาสคนเดียว นี่จะเป็นแรงบันดาลใจให้คุณอยากสวมเสื้อผ้า และออกจากบ้านในทุกๆ วัน
- ออกกำลังด้วยการถ่ายรูป
การออกไปวิ่ง หรือปั่นจักรยานอย่างจริงจัง บางครั้งก็ทำให้น่าเบื่อได้เหมือนกัน ก่อนออกจากบ้านวันนี้ ลองติดกล้องถ่ายรูปไปด้วย เมื่อ เห็นอะไรที่น่าสนใจ ลองกดปุ่ม แชะ แชะ แชะ... เพียงเท่านี้ แรงกระตุ้นในใจของคุณก็จะเพิ่มสูง ถ้าอยากสนุกกว่านั้น ลองเปรียบเทียบภาพถ่ายในแต่ละวันเข้าด้วยกันวันนี้คุณได้เจออะไรมาบ้าง และวันต่อๆ ไป คุณอยากจะเจออะไรอีก การคิดเช่นนี้จะทำให้คุณตื่นเต้น และเป็นแรงใจให้อยากออกกำลังต่อไป
- ออกกำลังด้วยเสื้อผ้า
สังเกตบ้างหรือไม่ ตอนนี้แฟชั่นเสื้อผ้าสำหรับการออกกำลังมีแต่สวยๆ เท่ๆ ทั้งนั้น ให้การเลือกเสื้อผ้าเป็นแรงบันดาลใจในการออกกำลังของคุณ ลองเดินช้อปปิ้งเลือกเสื้อผ้าที่ชอบ จินตนาการถึงตัวเองยามสวมชุดเช่นนี้ในคลาส ว่าจะหล่อเท่ขนาดไหน นอกจากนี้อย่าลืมแอ็คเซสซอรี่ส์ อย่างนาฬิกา ริสท์แบนด์ หมวก ผ้าโพกผม ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งของที่เพิ่มความกระชุ่มกระชวยให้การออกกำลังได้ไม่น้อยเลย
- ออกกำลังด้วยการแอบมองสาวๆ
ข้อนี้อาจจะฟังดูหวือ หวาไปบ้าง แต่สาวๆ นักกีฬาล้วนแต่มีเสน่ห์ทั้งนั้น ทั้งรูปร่างที่สูงเพรียว และท่าทางที่ดูเปิดเผยจริงใจ เวลาไปออกกำลัง ไม่ว่าจะวิ่งง่ายๆ ว่ายน้ำที่สโมสร หรือเล่นกีฬาหนักๆ อย่างแบดมินตัน หรือเทนนิส ลองแอบมองสาวๆ ที่แวะมาเล่นกีฬากัน สังเกตให้ดี สาวๆ เหล่านี้มักจะดูมีเสน่ห์ด้วยสุขภาพ ที่แข็งแรงแจ่มใส และเปี่ยมไปด้วยพลานามัย
แค่นี้การออกกำลังกาย ก็ไม่ใช่เรื่องน่าเบื่ออีกต่อไปแล้ว
ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ จาก Never-Age
เดินเพื่อ สุขภาพ “Nordic Walking”
การเดินแบบใช้ไม้ค้ำยัน หรือ Nordic Walking ซึ่งเป็นการเดินเพื่อสุขภาพ กำลังกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในประเทศฟินแลนด์ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวเป็นการผสมผสานระหว่างการเดินทางไกล กับอุปกรณ์ค้ำยันแบบสกีเข้าด้วยกัน
ในช่วงวันคริสต์มาส ที่ผ่านมา หลายๆ คนเลือกที่จะฉลองด้วยการรับประทานอาหารกันในครอบครัว หรือออกไปรับประทานอาหารนอกบ้าน ซึ่งสิ่งที่ตามมาก็คือการรับประทานอาหารมากเกินไปจนทำให้น้ำหนักตัวเพิ่ม ขึ้น หลังช่วงเทศกาลเฉลิมฉลอง หลายๆ คนจึงนิยมไปออกกำลังกายตามสถานออกกำลังต่างๆ แต่สำหรับคนฟินแลนด์แล้ว พวกเขาเลือกที่จะไปเดินออกกำลังกายกลางแจ้ง ในรูปแบบ "Nordic Walking"
การเดินแบบ "Nordic Walking" เป็นการเดินระยะไกลที่ใช้ไม้ค้ำยัน 1 คู่ ประคองลำตัวขณะเดิน ซึ่งไม้ค้ำยันดังกล่าว จะสามารถช่วยให้ผู้ใช้งานเดินได้ในระยะทางที่ไกลขึ้นกว่าการเดินแบบปกติ นอกจากนี้ การเดินแบบ Nordic Walking ยังเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการฝึกเล่นสกี โดยเป็นการฝึกถ่ายโอนน้ำหนักไปยังไม้ค้ำยัน เพื่อเสริมการทรงตัวที่ดีอีกด้วย
การเดินแบบ Nordic Walking นั้นได้รับความนิยมในประเทศแถบสแกนดิเนเวียเป็นอย่างมากในช่วงสิบปีที่ผ่าน มา ซึ่งล่าสุดทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยในกรุงเฮลซิงกิงของฟินแลนด์ ได้สำรวจพฤติกรรมการออกกำลังกายของคนฟินแลนด์ทั่วประเทศ โดยพบว่า การออกกำลังกายด้วยการเดินแบบ Nordic Walking สามารถช่วยเผาผลาญพลังงาน และเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจได้ดีกว่าการเดินแบบปกติ
หลังจากผลการวิจัยถูกเผยแพร่ต่อสาธารณชน ทำให้นายทูโม แจนทูเน่น ชาวกรุงเฮลซิงกิ ตัดสินใจที่จะตั้งทีมนักเดิน Nordic Walk ขึ้น ซึ่งหลังจากที่เขาได้ประกาศตั้งทีมนักเดินดังกล่าวผ่านทางหนังสือพิมพ์เพียง ไม่กี่สัปดาห์ ก็ได้รับการตอบรับจากชาวฟินแลนด์เป็นจำนวนมาก โดยล่าสุดเขามีสมาชิกในทีมแล้วกว่า 200 คน นายแจนทูเน่นยังกล่าวเพิ่มเติมอีกว่า การเดินแบบ "Nordic Walking" นั้นมีประโยชน์กว่าการเดินแบบปกติ ตรงที่การเดินแบบ Nordic Walking จะได้ออกแรงแขนและหัวไหล่ ซึ่งเราไม่สามารถหาได้จากการเดินทั่วไป
สำหรับผู้ที่อยากทดลองเดินแบบ Nordic Walking เป็นครั้งแรกนั้น ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าต้องเลือกไม้ค้ำยันที่เหมาะสมกับตัวเอง โดยการเลือกไม้ค้ำยันที่ดีจะต้องดูที่ความสูงและน้ำหนักของผู้ใช้ ไม่ควรเลือกไม้ค้ำยันที่มีน้ำหนักมากจนเกินไป หรือบอบบางเกินไป เพราะจะทำให้ผู้ใช้ไม่สามารถประคองตัวได้อย่างเป็นธรรมชาติ
ถึงแม้การเดินแบบ Nordic Walking จะได้รับความนิยมมากขึ้นในฟินแลนด์ แต่ผู้ที่เล่นกิจกรรมนี้ส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งกระแสความนิยมใน Nordic Walking ทำให้เหล่าสมาชิกสมาคมคนเดิน Nordic Walking หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การกลับมาฮิตอีกครั้งของการออกกำลังกายชนิดนี้ จะสามารถดึงดูดให้คนรุ่นใหม่ กลับมาสนใจกีฬาดั้งเดิมของประเทศอีกครั้งได้
ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ จากสนุกดอทคอม
วันพุธที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2557
การใช้ไม้พันสำลีเช็ดขี้หู
คำถาม : การใช้ไม้พันสำลีเพื่อกำจัดขี้หู มีข้อดีข้อเสียอย่างไร?
ขี้หู : ปฏิกูลที่ควรกำจัด...จริงหรือ?
พอกล่าวถึง " ขี้หู "คนส่วนใหญ่จะหมายถึงสิ่งปฏิกูลหรือของเสียที่ร่างกายของคนเราขับถ่ายที่ไหล ออกมาจากรูหู เป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ ทำให้เกิดความสกปรกและไม่น่าดู จึงมีความพยายามในการกำจัดขี้หูให้หมดสิ้นไป ด้วยเครื่องมือและกรรมวิธีต่างๆ เช่น การแคะหู การใช้ไม้พันสำลีเช็ดขี้หู เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่จะเป็นการสร้างปัญหาให้แก่หู เช่น ทำให้ขี้หูอัดแน่น อุดตัน และส่งผลต่อการได้ยิน หรือทำให้เกิดการติดเชื้อใน หูชั้นนอกได้ง่ายขึ้น
ดังนั้น การกำจัดขี้หูอย่างไม่เหมาะสม จึงเป็นการ สร้างปัญหาและทำให้เกิดอันตรายหรือเกิดผลเสียต่อหู มากกว่าที่จะเกิดผลดีต่อสุขภาพของ หู ทั้งนี้เพราะขี้หูมีความสำคัญต่อรูหู ช่วยป้องกันสิ่งแปลกปลอมและการติดเชื้อที่จะเข้าสู่รูหู จึงควรดูแลสุขลักษณะที่ดีของรูหูและขี้หู ให้เกิดผลดีทั้งในด้านสุขภาพและความสวยงาม ดังจะกล่าวต่อไปนี้
ขี้หู : เกิดขึ้นได้อย่างไร?
เซลล์บุที่ผิวของรูหู ชั้นนอกมีลักษณะคล้ายกับ เซลล์บุผิวหนังทั่วไป ซึ่งโดยปกติแล้วเซลล์ผิวหนังจะ มีกระบวนการสร้างเซลล์ผิว พร้อมทั้งเลื่อนหรือผลักดันขึ้นสู่ชั้นบนของผิวหนัง และการลอกเป็นขุยหรือสะเก็ดหลุดออกไปได้เอง แต่เซลล์บุที่ผิวในรูหูจะไม่หลุด ลอกออกไปได้เองเหมือนเซลล์ผิวหนัง เซลล์บุในรูหูเหล่านี้จะสะสมเป็นแผ่นเป็นชั้นและเป็นองค์ประกอบสำคัญของขี้ หู คิดตามน้ำหนักได้ประมาณร้อยละ 60 ของน้ำหนักทั้งหมดของขี้หู นอกจากนี้ขี้หูยังประกอบไปด้วย เอนไซม์ เพปไทด์ กรดไขมัน โคเลสเตอรอล แอลกอฮอล์ เป็นต้น ซึ่งเอนไซม์ lysozyme จะมีฤทธิ์ในการต้านเชื้อแบคทีเรียด้วยการย่อยสลายผนังเซลล์ได้ดีอีกด้วย
การเคลื่อนของขี้หู
ขี้หูมีการเคลื่อนที่ (ceruminokinesis) และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เริ่มต้นตั้งแต่ขั้นตอนการสร้างขี้หูและถูกหลั่งออกมาสู่ด้านในของรูหู ตำแหน่งใกล้ๆ กับแก้วหู ระยะนี้ขี้หูจะมีลักษณะนุ่ม เหลว ไม่มีสี และไม่มีกลิ่น ต่อมาขี้หูจะค่อยๆ เคลื่อนที่ออกมาสู่ภาย นอกด้วยผลของการขยับเคลื่อนที่ของขากรรไกร เมื่อ ขี้หูเคลื่อนที่ออกมาด้านนอกจะทำให้ขี้หูเปลี่ยนไปมีสีเข้มขึ้น เหนียวข้น และมีกลิ่น
ทำไมขี้หูจึงมีสีน้ำตาล?
ลักษณะของขี้หูจะแตกต่าง กันตามเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ พบว่า คนผิวขาว (ชาวยุโรป) และคนผิวดำ (ชาวแอฟริกัน) จะมีขี้หูที่มีสีน้ำตาลตั้งแต่อ่อนๆ จนถึงเข้ม และมีลักษณะเหนียว ข้น และชื้น ขณะที่คนผิวเหลือง (ชาวเอเชียและชาวอินเดียนแดง) จะมีขี้หูเป็นสีเทาหรือสีแทน (gray or tan) และมีลักษณะไม่เหนียว ข้น และชื้น เหมือนชาวยุโรปและแอฟริกัน แต่จะเปราะและแห้ง ซึ่งเกิดจากความแตกต่างในองค์ประกอบของไขมันและสีผิวของขี้หู
ขี้หู : ผู้พิทักษ์รูหู
ขี้หูจะทำหน้าที่เคลือบและ หล่อลื่นเพื่อช่วยป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดกับรูหูชั้นนอก ลักษณะข้นเหนียวของขี้หูจะช่วยจับสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปในรูหู เช่น แมลง ฝุ่น เป็นต้น นอกจากนี้ ขี้หูยังมีคุณสมบัติความเป็นกรด (acidic pH, 4-5) ซึ่งจะช่วยป้องกันการติดเชื้อโรคชนิดต่างๆ ในรูหูได้
ดังนั้น เมื่อมีการขูดขีดหรือฉีกขาดเล็กน้อยในรูหู เช่น การแคะหูด้วยไม้แคะหู กุญแจ ปากกา เป็นต้น ขี้หูที่เคลือบผิวของรูหูจะช่วยบรรเทาและลดการติดเชื้อที่ผิวของรูหูได้ แต่ถ้ามีการกำจัดขี้หูจนไม่มีขี้หูเหลืออยู่เลย ก็อาจเกิดการติดเชื้อได้ง่ายยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม รูหูก็อาจเกิดการติดเชื้อได้ โดยเฉพาะกรณีที่มีความชื้นและอุณหภูมิที่เหมาะสม ซึ่งพบได้บ่อยในผู้ที่ชอบว่ายน้ำ (swimmer s ear) การแคะหูที่ไม่เหมาะสม หรือใช้ไม้แคะหูที่ไม่สะอาด ก็อาจเกิดการติดเชื้อในรูหูได้ ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า หูชั้นนอกอักเสบ (otitis externa) และเชื้อที่เป็นสาเหตุสำคัญคือ Pseudomonas aeruginosa และ Staphylococci
ขี้หูอุดตันและการใช้ไม้พันสำลีเช็ดขี้หู
ขี้หูอุดตันส่วนใหญ่เกิดจากการแคะหู หรือการกำจัดขี้หูอย่างไม่เหมาะสม โดยเฉพาะการใช้)ไม้พันสำลี หรือคัตตอนบัด (cotton bud )
เมื่อเราใช้ไม้พันสำลีแยงเข้าไปในรูหู เพื่อเช็ดและกำจัดขี้หู เมื่อดึงออกมาเราจะเห็นขี้หูบางส่วนติดกับปลายของไม้พันสำลีออกมาด้วย และเราคิดว่า "ได้กำจัดขี้หูออกไปแล้ว" ซึ่งเป็นความคิดที่"ผิด " ทั้งนี้เพราะขี้หูที่ติดมากับปลายของไม้พันสำลีนั้นเป็นเพียงส่วนเล็กน้อย เท่านั้น แต่ส่วนใหญ่ของขี้หูจะถูกไม้พันสำลีกระทุ้งและดันเข้าไปสู่รูหูด้านในมาก ขึ้น เป็นการต้านกลไกการเคลื่อนที่ออกมาด้านนอกโดยอิสระของขี้หู ขี้หูก็จะเริ่มแข็งมากขึ้น และเกิดการอุดตันขึ้น มิหนำซ้ำขี้หูที่ถูกสร้างใหม่จะหลั่งออกมาบริเวณระหว่างที่ที่ขี้หูอุดตัน กับแก้วหู ทำให้ยิ่งเกิดการอุดตันมากขึ้น
นอกจากจะพบขี้หูอุดตันมากในผู้ที่ชอบใช้ไม้พันสำลีเช็ดขี้หูแล้ว ยังพบขี้หูอุดตันได้ในผู้ที่ชอบแคะหู หรือผู้ที่มีรูหูโค้งงอมากกว่าปกติ ผู้ที่ผลิตขี้หูมากเกินไป ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีความผิดปกติทางจิต และผู้ที่มีปัญหาทางไขสันหลัง
อาการของขี้หูอุดตัน
ขี้หูอุดตันอาจมีอาการคัน ปวด มึนงง ได้ยินเสียงแว่วในหู ไอ บ้านหมุน และเพิ่มความเสี่ยงต่อการ ติดเชื้อได้ ขี้หูอุดตันจะส่งผลต่อการได้ยิน นอกจากนี้ ผู้ที่ใช้อุปกรณ์ป้องกันเสียงดัง ก็อาจเกิดการอุดตันของ รูหูได้
ยาละลายขี้หู
การรักษาขี้หูอุดตันแพทย์จะทำการกำจัด ออก และอาจใช้ยาละลายขี้หู (ceruminolytic agents) เพื่อช่วยให้ขี้หูอ่อนนุ่มลง และกำจัดขี้หูได้ง่ายขึ้น ตัวอย่างยาละลายขี้หู เช่น triethanolamine carbamide peroxide น้ำเกลือ เป็นต้น ซึ่งอาจช่วยให้ขี้หูอ่อนนุ่มมากขึ้น และกำจัดออกได้ง่ายขึ้น
ข้อควรระวังในการแคะหูด้วยตนเอง
ปกติแล้วไม่จำเป็น ต้องล้างหรือทำความสะอาดภายในรูหูเลย เพราะขี้หูจะทำหน้าที่พิทักษ์สภาวะแวดล้อมของหู ถ้าต้องการอาจใช้ไม้พันสำลีทำความสะอาดใบหูระหว่างการอาบน้ำได้ แต่ไม่แนะนำให้ทำการกำจัดขี้หูด้วยตนเอง เพราะมักทำให้เกิดการรบกวนการป้องกันรูหูของขี้หู การใช้ไม้พันสำลีทำความสะอาดรูหูเป็นการกำจัดขี้หูที่ไม่เหมาะสมและอาจทำให้ เกิดอันตรายได้ ทำให้เพิ่มโอกาสของการติดเชื้อของหูชั้นนอกและทำให้แก้วหูทะลุได้ และบางครั้งการใช้อุปกรณ์ ที่มีปลายแหลมอาจทำให้แก้วหูทะลุได้
นอกจากนี้ ไม้แคะหูในร้านตัดผมชายอาจเป็นแหล่งแพร่เชื้อโรคจากผู้หนึ่งไปติดต่อถึงผู้ อื่นได้ และการล้างหูก็อาจทำอันตรายต่อแก้วหูได้เช่นกัน
ไม่ควรใช้ไม้พันสำลีเช็ดขี้หู
ถึงตอนนี้คงได้คำตอบ แล้วว่า ถึงแม้จะมีชื่อว่า " ขี้หู " (ของเสียจากหู) แต่ก็ไม่ใช่ของเสียหรือสิ่งที่น่า รังเกียจ ตรงกันข้ามขี้หูกลับมีหน้าที่คอยพิทักษ์สภาวะแวดล้อมของหู คอยเคลือบและให้ความสะอาดของ รูหู ปลอดภัยต่อการติดเชื้อโรค จึงควรดูแลรูหูให้ดีมี สุขอนามัย ไม่ควรใช้ไม้แคะหู หรือไม้พันสำลีเข้าไปเช็ดในรูหู เพราะจะไปทำลายระบบนิเวศวิทยาที่ดีของรูหู และเกิดอันตรายได้
ขอบคุณข้อมูลจาก
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่: 333
คอลัมน์: ล้านคำถามเรื่องยา ปรึกษาเภสัชกร
นักเขียนหมอชาวบ้าน: ภก.ดร.วิรัตน์ ทองรอด
คอลัมน์: ล้านคำถามเรื่องยา ปรึกษาเภสัชกร
นักเขียนหมอชาวบ้าน: ภก.ดร.วิรัตน์ ทองรอด
ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ จาก หมอชาวบ้าน
กินพาราเซตามอลลดไข้ให้ถูกวิธี
ไม่ว่าจะรู้สึกปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ หรือเมื่อเริ่มมีอาการเหล่านี้ สิ่งแรกที่คนเรานึกถึงก็คือ ยาพาราเซตามอล ยาสามัญประจำบ้านของเรานั้นเอง แต่ไม่ใช่ว่า จะกินยา ก็กินได้นะคะ ควรจะรู้วิธี กินให้ถูกวิธีด้วยค่ะ ลองอ่านความรู้เกี่ยวกับการรักษาสุขภาพเรื่องการกินยาพาราเซตามอล จากหมอแมว กันดูนะคะ
กินพาราเซตามอลลดไข้ให้ถูกวิธี
ไม่ใช่กินครั้งละ 2 เม็ด ทุก 4 ชั่วโมงนะจ๊ะ
การกินพาราเซตามอลครั้งละ 2 เม็ด ทุก 4 ชั่วโมง ถ้าเป็นมนุษย์ทำงานทั่วไป จะได้สูงสุดวันละ5ครั้ง (10เม็ดหรือ5กรัม) ซึ่งมีงานวิจัยในปี2006ระบุว่าขนาดที่ทำให้เกิดตับอักเสบได้ อยู่ที่ 4 กรัม
ขนาดที่ควรใช้ในคนปกติทั่วไป อยู่ที่ครั้งละ 1 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมงเฉพาะเมื่อมีไข้ ไม่งั้นเดี๋ยวมีตับอักเสบจะงงกันค่ะ
และ ไม่ต้องงงที่บางครั้งหมอจ่ายยามาจะยังติดแบบเดิมอยู่ เพราะว่างานวิจัยตัวนี้ตีพิมพ์ในปี2006 กว่าผลจะชัดเจนจนประกาศจริงจังก็ปี2011
ที่สหรัฐแก้ปัญหานี้ไม่ได้เพราะคนติดวิธีการกินครั้งละ2 เม็ดจนตอนหลังเปลี่ยนเป็นแนะนำให้ลดปริมาณตัวยาในเม็ดยาแทน
สรุป กินครั้งละ 1เม็ด ทุก 4-6ชั่วโมง วันหนึ่งไม่เกิน 8 เม็ดนะคะ
1. เวลาอ่านข้างกล่อง บางยี่ห้อจะเขียนว่ากินครั้งละ 1-2 เม็ด ทุก 4-6 ชั่วโมง แปลว่าถ้าเริ่มกิน 6 โมงเช้า กินทุก 4 ชั่วโมง เข้านอน 4 ทุ่ม จะได้ไป 10เม็ดหรือ 5กรัม
2. สมัยก่อนเวลามีไข้แล้วกินครั้งละ 2 เม็ด มีคนสังเกตว่ามีคนเป็นตับอักเสบ แต่ปัญหาคือ การเป็นไข้ติดเชื้อบางอย่างตับก็อักเสบ บางคนมีภาวะตับอักเสบเดิมอยู่แล้ว เลยไม่มั่นใจว่าตกลงเกิดจากอะไรกันแน่
3. ต่อมาเลยมีฝรั่งทำวิจัย ในวารสาร JAMAฉบับ July 5, 2006, Vol 296, No. 1 เอาคนปกติที่ไม่ป่วย ไม่มีตับอักเสบเดิม จับมากินparacetamol วันละ 4 กรัม เทียบกับกลุ่มที่กินยาหลอก ผลคือกลุ่มที่กินวันละ 4 กรัม เกิดตับอักเสบ และตับอักเสบค้างไปอีกพักนึงแม้จะหยุดยาไปแล้ว
4. หลังจากนั้น มีข้อมูลจากหลายๆงานวิจัย ทำให้มีความพยายามจะเปลี่ยนความคิด ให้คนกลับมากินไม่เกินวันละ 4กรัม หรือไม่เกินวันละ 8เม็ด
5. แต่ผ่านไป3-4ปี ไม่ได้ผล ในสหรัฐเลยใช้วิธีแนะให้เปลี่ยนไปกินแบบ 325mg หรือยาพาราเด็ก เพราะกินครั้งละ 2 เม็ดก็จะพอดี ไม่เกิน 4 กรัม
6. ดังนั้น ในคนไทย ที่ตัวเล็กกว่าฝรั่ง ยิ่งต้องกินให้น้อยกว่าฝรั่ง การกินจึงยิ่งต้องไม่เกินวันละ 8 เม็ดค่ะ
7. ตัวเลขนี้ ใช้ในคนปกติที่แข็งแรงดี ถ้าหากดื่มเหล้าเบียร์เป็นประจำ อ้วน เป็นพาหะตับอักเสบบี/ซี หรือมีภาวะไขมันเกาะตับ ยิ่งต้องกินยาพาราเซตามอลให้น้อยลงไปอีกค่ะ
ขอบคุณ
FB : หมอ แมว
FB : หมอ แมว
ขอขอบคุณบทความดีๆเกี่ยวกับสุขภาพ จาก สนุกดอทคอม
วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
ใส่ คอนแทคเลนส์ (ตาผี) ไปหลอนคืนฮาโลวีน ระวังอันตราย!!
สาวๆ ผู้หญิงบล็อก.blogspot.com คนไหนอยากใส่คอนแทคเลนส์ตาผี ไปปาร์ตี้หล่อนๆ ในคืนฮาโลวีน
ต้องฟังทางนี้เลยนะคะ
วันนี้เรามีเรื่องราวอันตรายที่อาจเกิดขึ้นจาการใส่คอนแทคเลนส์มาฝากกันค่ะ
อยากสวย(หลอนๆ)ต้องคำนึงเรื่องความปลอดภัยไว้ด้วยนะคะสาวๆ
การใส่คอนแทคเลนส์ ทำ
ให้การส่งผ่านออกซิเจนระหว่างอากาศกับกระจกตาดำลดลง
(กระจกตาดำต้องการออกซิเจนจากหน้าสัมผัสกับอากาศภายนอกโดยการละลาย
ของออกซิเจนในน้ำตาผ่านเข้าไป) ดังนั้น
ผู้ใช้คอนแท็กเลนส์บางคนที่มีปัญหาเรื่องการสร้างน้ำตาบกพร่อง
(ไม่ว่าจะเป็นในแง่ปริมาณ หรือคุณภาพของน้ำตา)
ทำให้การส่งผ่านออกซิเจน-น้ำตา-กระจกตาดำลดลง
ส่งผลทำให้ กระจกตา ดำขาดอากาศหายใจ ทำให้เซลล์เยื่อบุผิวกระจกตาดำซึ่งมีบทบาทในการทำให้กระจกตาดำคงความใสอยู่ ได้ตลอดเวลา ลดจำนวนลงไป ภูมิคุ้มกันของตา โดยเฉพาะ บริเวณกระจกตาดำลดลงไป เสี่ยงต่อการติดเชื้อง่ายขึ้น
การใส่คอนแทคเลนส์เมื่อมีการติดเชื้ออย่างอ่อนๆ อาจมีอาการเพียงการคัน ระคายเคือง หรือมีน้ำตาไหลเท่านั้น ทำให้ร่างกายพยายามเอาระบบภูมิคุ้มกันมายังกระจกตาดำ (ซึ่งเป็นอวัยวะที่ไม่มีหลอดเลือดมาเลี้ยงโดยสิ้นเชิง) มากขึ้น หลอดเลือดที่เยื่อบุตาขาวจะขยายตัว ในผู้ที่เกิดการระคายเคืองการแพ้สารที่อยู่ในน้ำยาสารพัดอย่าง มีการขยายตัวของหลอดเลือดนี้ได้บ้างเหมือนกัน บางรายหลอดเลือดถึงกับงอกไปบนกระจกตาดำเลยทีเดียว
1. ชนิดของ คอนแทคเลนส์ โดย ทั่วไปคอนแทคเลนส์ชนิดนิ่มจะใส่ง่ายและเป็นที่นิยมมากกว่าคอนแทคเลนส์ ชนิดแข็ง ถ้าใช้คอนแทคเลนส์ชนิดเปลี่ยนรายวันก็จะปลอดภัยกว่าคอนแทคเลนส์ชนิดเปลี่ยน ทุก 2 สัปดาห์หรือทุกเดือน แต่มีข้อเสียคือราคาแพง ส่วนคอนแทคเลนส์ชนิดเปลี่ยนทุก 2 สัปดาห์ และคอนแทค เลนส์ชนิดเปลี่ยนทุกเดือน แนะนำให้ถอดล้างทำความสะอาดทุกวัน เปลี่ยนน้ำยาแช่คอนแทคเลนส์ทุกวัน และห้ามใส่นอนค้างคืน
2. วิธีการดูแลรักษา คอนแทคเลนส์ ก่อน ใส่หรือถอดคอนแทคเลนส์ทุกครั้ง ต้องล้างมือด้วยสบู่และล้างน้ำให้สะอาดเสียก่อน ควรทำความสะอาดคอนแทค เลนส์ก่อนและหลังการใส่โดยใช้น้ำเกลือปราศจากเชื้อที่มีขายตามร้านขายยา หรือห้างสรรพสินค้า ห้ามล้างด้วยน้ำประปาหรือแช่ในน้ำประปาเด็ดขาด
3. ระยะเวลาของการใส่ คอนแทคเลนส์ ควรใส่ไม่เกิน 10 ชั่วโมงต่อวัน เพราะหากยิ่งใส่นานกระจกตายิ่งขาดออกซิเจน และคอนแทคเลนส์ยิ่งแห้งมากขึ้น โอกาสเกิดแผลติดเชื้อที่กระจกตาจึงสูงขึ้น และควรใส่ คอนแทคเลนส์คู่หนึ่งไม่เกิน 2 สัปดาห์ ถ้าต้องการใส่มากกว่า 2 สัปดาห์ หรือใช้คอนแทคเลนส์ชนิดเปลี่ยนทุก 1-2 ปี
4. อาการที่บ่งบอกว่ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้นกับตา เช่น ตาแดง เคืองตา เจ็บตา มีขี้ตา ตามัวลง สู้แสงไม่ได้ เห็นจุดสีขาวบนกระจกตา ถ้ามีอาการอย่าง ใดอย่างหนึ่งนี้ ต้องหยุดใส่คอนแทคเลนส์ทันที รีบมาพบจักษุแพทย์ เวลามาหาจักษุแพทย์ให้นำคอนแทค เลนส์ และตลับแช่คอนแทคเลนส์มาด้วย อย่าเพิ่งทิ้งขยะเพื่อแพทย์จะได้นำมาเพาะเชื้อหาเชื้อต้นเหตุ
ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับสุขภาพ ใส่ คอนแทคเลนส์ (ตาผี) ไปหลอนคืนฮาโลวีน ระวังอันตราย!! จาก mthai.com
อาหารต้านภูมิแพ้โรคสุดฮิตของคนไทย
โรคภูมิแพ้
เริ่มกลายเป็นโรคสุดฮิตของคนไทย
ซึ่งสร้างความทรมานให้กับผู้ป่วยอย่างเหลือคณานับ
โดยเฉพาะตามเมืองใหญ่ที่อากาศไม่บริสุทธิ์ คุณลิซ่า คอลลิเออร์ คูล
นักเขียนเจ้าของรางวัล National Health Information Award
มีตัวช่วยป้องกันความทรมานจากอาการของโรคนี้ ซึ่งได้แก่อาหารดังต่อไปนี้
1. ผลไม้ตระกูลส้ม มะนาว องุ่น
เพราะผลไม้เหล่านี้จะมีวิตามินซี ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยลดอาการ ภูมิแพ้ ได้
โดยพยาบาลเด็กอ่อนได้กล่าวว่าเด็กแรกเกิดที่ดื่มนมแม่เป็นประจำ
จะมีภูมิต้านทานต่อโรคภูมิแพ้ เพราะได้รับวิตามินซีจากน้ำนม
2. มะเขือเทศ
เป็นแหล่งรวมของวิตามินซีเช่นเดียวกับผลไม้ตระกูลส้ม
นอกจากนี้ในมะเขือเทศยังมีไลโคปินซึ่งช่วยลดอาการหอบหืดจาก ภูมิแพ้
ได้เป็นอย่างดี
3. เมล็ดทานตะวัน
นอกจากวิตามินซีแล้ว
วิตามินอีก็เป็นอีกหนึ่งสารอาหารที่ช่วยต่อสู้กับโรคภูมิแพ้ได้
จากการวิจัยพบว่าอาหารที่มีวิตามินอีสูงจะช่วยลดการตอบสนองของร่างกายต่อสาร
ก่อ ภูมิแพ้
ซึ่งเมล็ดทานตะวันก็เป็นตัวเลือกที่ดีมากสำหรับอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินอี
4. ผักโขม เป็น
อีกหนึ่งอาหารสำหรับพิชิตภูมิแพ้อย่างแท้จริง
เนื่องจากอุดมไปด้วยแมกนีเซียม
ซึ่งเป็นสารที่หากร่างกายขาดไปจะมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคภูมิแพ้และหอบหืดได้
ง่ายยิ่งขึ้น
อาหารโปรดของป๊อบอายนี้จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับผู้ที่อยากห่างไกล
อาการภูมิแพ้
รู้เช่นนี้แล้ว ระหว่างเดินช็อปปิ้งเลือกสรรอาหารเย็นนี้ อย่าลืมหยิบอาหารเหล่านี้ใส่ตะกร้าติดไม้ติดมือกลับบ้านไปด้วยนะครับ
ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับสุขภาพ อาหารต้านภูมิแพ้โรคสุดฮิตของคนไทย ติดตามอ่านได้ใน นิตยสาร ชีวจิต ฉบับที่ 359
รู้เช่นนี้แล้ว ระหว่างเดินช็อปปิ้งเลือกสรรอาหารเย็นนี้ อย่าลืมหยิบอาหารเหล่านี้ใส่ตะกร้าติดไม้ติดมือกลับบ้านไปด้วยนะครับ
ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับสุขภาพ อาหารต้านภูมิแพ้โรคสุดฮิตของคนไทย ติดตามอ่านได้ใน นิตยสาร ชีวจิต ฉบับที่ 359
10 เหตุผลที่ผู้หญิงไม่ควร ดื่มเหล้า เบียร์ ยาดอง!
ไม่ว่าจะในอดตีหรือปัจจุบันเรายังพบว่ามีผู้หญิง ดื่มเหล้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ประเภท เหล้า เบียร์ ไวน์ หรือแม้แต่ยาดองให้เห็นอยู่เสมอ และมีแนวโน้มว่าผู้หญิงเริ่มต้น ดื่มเหล้า ในช่วงอายุที่น้อยลงเรื่อยๆ หรือเริ่มดื่มตั้งแค่วัยเรียน ซึ่งเหตุผลในการ ดื่มเหล้า ของ
ผู้หญิงมีด้วยกันหลายเหตุผล และการดื่มเหล้าก็ส่งผลต่อผู้หญิงในแบบที่ต่างๆ
กัน ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการดื่มเหล้า ปริมาณการดื่มเหล้า
การตอบสนองของร่างกายที่มีต่อเหล้า แต่ทั้งหมดนี้ก็ส่งผลที่คล้ายกันคือ ส่งผลต่อสภาพร่างกาย จิตใจ และสมอง
เหตุผลที่ผู้หญิง ดื่มเหล้า
1. ผู้หญิงดื่มเหล้าเพราะต้องการเข้าสังคม เป็นที่ยอมรับของสังคม กลุ่มเพื่อน หรือกลุ่มคนทำงานด้วยกัน
2. ผู้หญิงดื่มเหล้าเพราะช่วยเพิ่มความสนุก เหล้าจะช่วยทำให้รู้สึกกล้า ตัดความรู้สึกผิดชอบชั่วดี และความสำนึกรู้ปกติในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
3. ผู้หญิงดื่มเหล้าเพราะเพื่อนชักชวน และความอยากรู้อยากลอง
4. ผู้หญิงดื่มเหล้าเพราะมีความเชื่อผิดๆ ว่าจะทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง
5. ผู้หญิงดื่มเหล้าเพราะเชื่อว่าสมองจะปลอดโปร่ง
6. ผู้หญิงดื่มเหล้าเพราะเชื่อว่าจะช่วยดึงดูดความสนใจของเพศตรงข้าม
10 เหตุผลที่ผู้หญิงไม่ควร ดื่มเหล้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
1. ผู้หญิงดื่มเหล้าทำให้ผิวเสีย มีริ้วรอยก่อนวัย เพราการดื่มแอลกอฮอล์ทำให้ปัสสาวะบ่อยจึงส่งผลให้ผิวแห้ง ร่างกายสูญเสียน้ำ ซึ่งทำให้ผิวมีริ้วรอย หน้าเหี่ยว แก่ไว นอกจากนี้แอลกอฮอล์ยังทำให้ร่างกายขาดวิตามินบี ซึ่งการขาดวิตามินบีจะทำให้ผิวหนังแห้ง เหี่ยว เป็นสิว คันตามผิวหนัง ผิวแห้งแตกลาย
2. ผู้หญิงดื่มเหล้าเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมเพราะแอลกอฮอล์ช่วยเพิ่มระดับ ฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้เซลล์มะเร็งชนิดตอบสนองต่อฮอร์โมนเจริญเติบโต จากการศึกษาพบว่าผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์วันละแก้วเป็นประจำ ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม
3. ผู้หญิงดื่มเหล้าทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดโรคอ้วน ลงพุง โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง เพราะแอลกอฮอล์ให้พลังงานสูงมากเกือบเท่าไขมัน โดยเฉพาะผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบดื่มแอลกอฮอล์ผสมกับน้ำผลไม้หรือน้ำอัดลมที่มี น้ำตาลมาก ก็ยิ่งเพิ่มพลังงานให้สูงขึ้นมากกว่าปกติ
4. ผู้หญิงดื่มเหล้า พบว่าสมองของผู้หญิงได้รับผลกระทบจากแอลกอฮอล์มากกว่าสมองของผู้ชาย ผู้หญิงจะสูญเสียเซลล์สมองเร็วกว่าผู้ชาย แม้ผู้หญิงจะดื่มน้อยกว่าผู้ชายก็ตาม
5. ผู้หญิงดื่มเหล้าทำให้มีการสร้าง estrogen (ฮอร์โมนเพศหญิง) สูงจึงเป็นสาเหตุให้เกิดสมรรถภาพทางเพศลดลง
6. ผู้หญิงดื่มเหล้ามีแนวโน้มและความเสี่ยงสูงที่จะถูกทำร้ายร่างกาย ถูกล่วงละเมิดทางเพศ และถูกข่มขีน
7. ผู้หญิงดื่มเหล้าจะมีโรคแทรกซ้อน และเกิดโรคอื่นๆ จากเหล้าได้มากกว่าผู้ชายเมื่อดื่มสุราปริมาณเท่ากัน เช่น โรคกระเพาะอาหารอักเสบ โรคตับอักเสบ โรคตับแข็ง มะเร็งปาก มะเร็งปอด มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับอ่อน
8. ผู้หญิงดื่มเหล้า ทำลายระบบประสาท ทำให้เกิดอาการซึมเศร้า สับสน หัวใจเต้นเร็ว อารมณ์ฉุนเฉียว อาจมีอาการชักประสาทหลอน และถ้าดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับยาที่กดประสาท เช่น ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท จะเสริมฤทธิ์กันทำให้มีอันตรายมากขึ้นได้ บางรายอาจจะทำให้เกิดโรคจิต และหลอดเลือดสมองแตก
9. ผู้หญิงดื่มเหล้าจนเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง จะมีใบหน้าบวมฉุ หน้าแดง ตาแดง ผิวหนังคล้ำ มือสั่น ลมหายใจมีกลิ่นแอลกอฮอล เบื่ออาหาร ร่างกายซูบผอม
10. ผู้หญิงดื่มเหล้าในช่วงตั้งครรภ์ ตั้งท้องจะทำให้มีความเสี่ยงในการแท้งลูกได้ หรือเด็กเกิดมาน้ำหนักน้อย มีปัญหาต่อสุขภาพ เช่น โรคหัวใจ ระบบทางเดินหายใจ ปากแหว่ง เด็กจะมีปัญหาทางสมอง สมาธิไม่ค่อยดี การเรียนรู้ต่ำกว่าปกติ คิดช้า ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมไม่ค่อยดี และอาจมีแนวโน้มที่จะติดยาเสพติด ติดเหล้าได้ง่ายเมื่อโตขึ้น
ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดมีผลอย่างไร
การดื่มเหล้าหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่ต่างกัน หรือชนิดที่ต่างกันจะทำให้ร่างกายมีระดับแอลกอฮอลในเลือดต่างกัน และระดับแอลกอฮอลต่างๆ กันก็จะแสดงผลออกมาทางร่างกายดังนี้ (ระดับแอลกอฮอล์ : มิลลิกรัม/100มิลลิลิตร)
- 30 mg% – ทำให้เกิดการสนุกสนานร่าเริง
- 50 mg% – เสียการควบคุมการเคลื่อนไหว
- 100 mg% – แสดงอาการเมาให้เห็น เดินไม่ตรงทาง
- 200 mg% – เกิดอาการสับสน
- 300 mg% – เกิดอาการง่วงซึม
- 400 mg% – เกิดอาการสลบ และอาจถึงแก่ชีวิตได้
รู้แบบนี้แล้ว คุณผู้หญิงที่ยังชอบ ดื่มเหล้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต้องเริ่มคิดใหม่ให้หนักเลยนะคะ เพราะแม้แต่ดื่มแค่เข้าสังคมก็อาจจะทำให้เราเสียสุขภาพ ความงาม และยังทำลายสมองด้วย และที่เห็นเด่นชัดมากกว่านั้นคือ การดื่มเหล้าทำให้ผู้หญิงเสียบุคลิกภาพที่ดีมากกว่าการช่วยดึงดูดเพศตรงข้าม หรือการเข้าสังคมนะคะ
ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับสุขภาพ 10 เหตุผลที่ผู้หญิงไม่ควร ดื่มเหล้า เบียร์ ยาดอง! จาก www.momypedia.com
เหตุผลที่ผู้หญิง ดื่มเหล้า
1. ผู้หญิงดื่มเหล้าเพราะต้องการเข้าสังคม เป็นที่ยอมรับของสังคม กลุ่มเพื่อน หรือกลุ่มคนทำงานด้วยกัน
2. ผู้หญิงดื่มเหล้าเพราะช่วยเพิ่มความสนุก เหล้าจะช่วยทำให้รู้สึกกล้า ตัดความรู้สึกผิดชอบชั่วดี และความสำนึกรู้ปกติในช่วงระยะเวลาหนึ่ง
3. ผู้หญิงดื่มเหล้าเพราะเพื่อนชักชวน และความอยากรู้อยากลอง
4. ผู้หญิงดื่มเหล้าเพราะมีความเชื่อผิดๆ ว่าจะทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง
5. ผู้หญิงดื่มเหล้าเพราะเชื่อว่าสมองจะปลอดโปร่ง
6. ผู้หญิงดื่มเหล้าเพราะเชื่อว่าจะช่วยดึงดูดความสนใจของเพศตรงข้าม
10 เหตุผลที่ผู้หญิงไม่ควร ดื่มเหล้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
1. ผู้หญิงดื่มเหล้าทำให้ผิวเสีย มีริ้วรอยก่อนวัย เพราการดื่มแอลกอฮอล์ทำให้ปัสสาวะบ่อยจึงส่งผลให้ผิวแห้ง ร่างกายสูญเสียน้ำ ซึ่งทำให้ผิวมีริ้วรอย หน้าเหี่ยว แก่ไว นอกจากนี้แอลกอฮอล์ยังทำให้ร่างกายขาดวิตามินบี ซึ่งการขาดวิตามินบีจะทำให้ผิวหนังแห้ง เหี่ยว เป็นสิว คันตามผิวหนัง ผิวแห้งแตกลาย
2. ผู้หญิงดื่มเหล้าเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมเพราะแอลกอฮอล์ช่วยเพิ่มระดับ ฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้เซลล์มะเร็งชนิดตอบสนองต่อฮอร์โมนเจริญเติบโต จากการศึกษาพบว่าผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์วันละแก้วเป็นประจำ ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม
3. ผู้หญิงดื่มเหล้าทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดโรคอ้วน ลงพุง โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง เพราะแอลกอฮอล์ให้พลังงานสูงมากเกือบเท่าไขมัน โดยเฉพาะผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบดื่มแอลกอฮอล์ผสมกับน้ำผลไม้หรือน้ำอัดลมที่มี น้ำตาลมาก ก็ยิ่งเพิ่มพลังงานให้สูงขึ้นมากกว่าปกติ
4. ผู้หญิงดื่มเหล้า พบว่าสมองของผู้หญิงได้รับผลกระทบจากแอลกอฮอล์มากกว่าสมองของผู้ชาย ผู้หญิงจะสูญเสียเซลล์สมองเร็วกว่าผู้ชาย แม้ผู้หญิงจะดื่มน้อยกว่าผู้ชายก็ตาม
5. ผู้หญิงดื่มเหล้าทำให้มีการสร้าง estrogen (ฮอร์โมนเพศหญิง) สูงจึงเป็นสาเหตุให้เกิดสมรรถภาพทางเพศลดลง
6. ผู้หญิงดื่มเหล้ามีแนวโน้มและความเสี่ยงสูงที่จะถูกทำร้ายร่างกาย ถูกล่วงละเมิดทางเพศ และถูกข่มขีน
7. ผู้หญิงดื่มเหล้าจะมีโรคแทรกซ้อน และเกิดโรคอื่นๆ จากเหล้าได้มากกว่าผู้ชายเมื่อดื่มสุราปริมาณเท่ากัน เช่น โรคกระเพาะอาหารอักเสบ โรคตับอักเสบ โรคตับแข็ง มะเร็งปาก มะเร็งปอด มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งตับอ่อน
8. ผู้หญิงดื่มเหล้า ทำลายระบบประสาท ทำให้เกิดอาการซึมเศร้า สับสน หัวใจเต้นเร็ว อารมณ์ฉุนเฉียว อาจมีอาการชักประสาทหลอน และถ้าดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับยาที่กดประสาท เช่น ยานอนหลับ ยากล่อมประสาท จะเสริมฤทธิ์กันทำให้มีอันตรายมากขึ้นได้ บางรายอาจจะทำให้เกิดโรคจิต และหลอดเลือดสมองแตก
9. ผู้หญิงดื่มเหล้าจนเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง จะมีใบหน้าบวมฉุ หน้าแดง ตาแดง ผิวหนังคล้ำ มือสั่น ลมหายใจมีกลิ่นแอลกอฮอล เบื่ออาหาร ร่างกายซูบผอม
10. ผู้หญิงดื่มเหล้าในช่วงตั้งครรภ์ ตั้งท้องจะทำให้มีความเสี่ยงในการแท้งลูกได้ หรือเด็กเกิดมาน้ำหนักน้อย มีปัญหาต่อสุขภาพ เช่น โรคหัวใจ ระบบทางเดินหายใจ ปากแหว่ง เด็กจะมีปัญหาทางสมอง สมาธิไม่ค่อยดี การเรียนรู้ต่ำกว่าปกติ คิดช้า ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรมไม่ค่อยดี และอาจมีแนวโน้มที่จะติดยาเสพติด ติดเหล้าได้ง่ายเมื่อโตขึ้น
ระดับแอลกอฮอล์ในเลือดมีผลอย่างไร
การดื่มเหล้าหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่ต่างกัน หรือชนิดที่ต่างกันจะทำให้ร่างกายมีระดับแอลกอฮอลในเลือดต่างกัน และระดับแอลกอฮอลต่างๆ กันก็จะแสดงผลออกมาทางร่างกายดังนี้ (ระดับแอลกอฮอล์ : มิลลิกรัม/100มิลลิลิตร)
- 30 mg% – ทำให้เกิดการสนุกสนานร่าเริง
- 50 mg% – เสียการควบคุมการเคลื่อนไหว
- 100 mg% – แสดงอาการเมาให้เห็น เดินไม่ตรงทาง
- 200 mg% – เกิดอาการสับสน
- 300 mg% – เกิดอาการง่วงซึม
- 400 mg% – เกิดอาการสลบ และอาจถึงแก่ชีวิตได้
รู้แบบนี้แล้ว คุณผู้หญิงที่ยังชอบ ดื่มเหล้า เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต้องเริ่มคิดใหม่ให้หนักเลยนะคะ เพราะแม้แต่ดื่มแค่เข้าสังคมก็อาจจะทำให้เราเสียสุขภาพ ความงาม และยังทำลายสมองด้วย และที่เห็นเด่นชัดมากกว่านั้นคือ การดื่มเหล้าทำให้ผู้หญิงเสียบุคลิกภาพที่ดีมากกว่าการช่วยดึงดูดเพศตรงข้าม หรือการเข้าสังคมนะคะ
ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับสุขภาพ 10 เหตุผลที่ผู้หญิงไม่ควร ดื่มเหล้า เบียร์ ยาดอง! จาก www.momypedia.com
วิธีรับมือกับปัญหากลิ่นตัวแรง
ปัญหา กลิ่นตัว เกิดจากการที่เรามีเหงื่อออกมาก โดยร่างกายเราจะมี 2 ส่วนที่เหงื่อออกมาก นั่นคือ บริเวณฝ่ามือ-ฝ่าเท้า ซึ่งลักษณะเหงื่อเป็นน้ำใสๆ มีกลิ่นเล็กน้อย และบริเวณข้อพับ รักแร้ หรือขาหนีบ ซึ่งเป็นเหงื่อที่มีกลิ่นเหม็นกว่า มีความหนืดกว่า ซึ่งกลิ่นเหม็นนั้นเป็นเพราะความอับชื้นและมีการหมักหมมร่วมกับแบคทีเรีย
เหงื่อที่ออกมากผิดปกติจนเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์จำแนกได้เป็น 3 ประเภท
1. เกิดจากพันธุกรรม
2. เกิดจากโรคบางอย่าง เช่น ไทรอยด์ วัณโรค คอหอยพอก โรคหัวใจ โรคทางสมอง หรือแม้กระทั่งอยู่ในวัยใกล้หมดประจำเดือน และ
3. ไม่สามารถหาสาเหตุได้ นอกจากนี้สิ่งแวดล้อมอย่างสภาพอากาศร้อนก็เป็นตัวเร่งให้เหงื่อออกมาก โดยจะไปกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทที่ควบคุมการทำงานของต่อมเหงื่อ
หลากวิธีหยุดกลิ่นไม่พึงประสงค์
1. เริ่มจากการดูแลรักษาความสะอาดและอาบน้ำ ซึ่งอาจใช้สบู่ฟอกตามบริเวณที่มีการหมักหมมของเหงื่อเพื่อลดแบคทีเรียที่ก่อ ให้เกิดกลิ่นได้
2. การใช้น้ำยาดับกลิ่นแบบดีโอดูแรนท์ (deodorant) ซึ่งช่วยลดกลิ่นแต่ไม่ช่วยลดเหงื่อ ซึ่งการใช้ยาทาประเภทนี้ต้องระวังเพราะในบางคนอาจเกิดอาการแพ้และทำให้เกิด ผื่นดำได้ อย่างไรก็ดีไม่แนะนำการใช้โรลออนที่เราส่วนใหญ่คุ้นเคย เนื่องจากอาจเกิดอาการแพ้แล้วทำให้เกิดอาการดำได้ หากปัญหากลิ่นตัวที่มีสาเหตุจากเหงื่อออกมากก็ควรหาวิธีรักษาเพื่อระงับ เหงื่อดีกว่า
3. การใช้ยาระงับเหงื่อหรือแอนตีเพอร์สไปแรนท์ (antiperspirant) ซึ่งจะทำปฏิกิริยาให้เกิดการอุดตันในท่อเหงื่อและลดการไหลของเหงื่อได้ แต่ไม่ควรใช้ที่มีส่วนผสมของน้ำหอมเพราะจะทำให้เกิดการอักเสบและทำให้รักแร้ ดำจากผื่นได้ โดยประเภทที่มีขายตามท้องตลาดนั้นมักผสมน้ำหอม ทางที่ดีจึงควรไปพบแพทย์เพื่อสั่งยาที่มีส่วนผสมของอลูมิเนียมคลอไรด์ 20% สำหรับทาระงับเหงื่อได้
4. การทำไอออนโตที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า โดยแช่น้ำแล้วใช้กระแสไฟฟ้าผลักเพื่อให้เหงื่อออกน้อยลง
5. ฉีดโบทอกซ์ซึ่งได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาแล้วว่า สามารถรักษา
อาการเหงื่อออกมากได้ โดยวิธีนี้จะไปยับยั้งสารที่หลั่งออกมาควบคุมระบบประสาทที่ทำให้เกิดการ หลั่งของเหงื่อ มีผลข้างเคียงน้อย ลดเหงื่อได้ 83% และหลังรับการรักษาแล้วจะแก้ปัญหาเหงื่อออกมากได้นาน 6-8 เดือน ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่สะดวกต่อผู้ที่มีเหงื่อออกมากผิดปกติ
6. ผ่าตัดเอาต่อมเหงื่อหรือเส้นประสาทที่ควบคุมต่อมเหงื่อ ซึ่งได้ผลดีแต่อาจทำให้เกิดแผลได้
7. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลิ่น เช่น กระเทียม ทุเรียน ชะอม สะตอ เป็นต้น
หากไม่มั่นใจว่า กลิ่นตัวของเรานั้นเป็นปัญหาสำหรับผู้อื่นหรือไม่ ลองสอบถามคนรอบข้างที่ไว้ใจได้ หรือหากเป็นผู้ที่เหงื่อออกมาก และกลิ่นตัวแรง จนยาระงับกลิ่นใดๆ ก็ไม่สามารถหยุดปัญหากลิ่นไม่พึงประสงค์ได้ ลองปรึกษาคุณหมอดูเพื่อหาสาเหตุให้พบและเข้าไปแก้ไขที่สาเหตุโดยตรง สมุนไพรที่ช่วยระงับกลิ่นตัวได้
ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับสุขภาพ วิธีรับมือกับปัญหากลิ่นตัวแรง จาก ศูนย์ผิวหนัง โรงพยาบาลเวชธานี
เชอร์รี่ ผลไม้เพิ่มความสุข
………สาวๆ รู้หรือไม่ว่า เชอร์รี่ ผลไม้รสเปรี้ยวอมหวานซึ่งอุดมไปด้วย วิตามินซีที่มีมากกว่าส้มถึง 30-80 เท่านั้น นอกจาก จะช่วยบำรุงผิวพรรณให้สดใส ชะลอ ความแก่ และช่วยต้านอนุมูล- อิสระแล้ว เชอร์รี่ ยังมีคุณสมบัติ ช่วยให้สาวๆ ทั้งหลายอารมณ์ดีขึ้นอีกด้วย
……….จาก ผลงานการวิจัยของมหาวิทยาลัยมิชิแกน ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าการกินเชอร์รี่มากถึง 20 ผล จะช่วยลดอาการซึมเศร้าได้มากกว่าการกินยา เนื่องจากในผลเชอร์รี่มีสารที่ชื่อว่า แอนโธไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งเป็นเม็ดสีใน เชอร์รี่ ทำให้ผลไม้ชนิดนี้มีสีสันสดใส และมีสรรพคุณที่สำคัญคือ ทำให้คนกินมีความสุข ด้วยเหตุนี้แพทย์ตะวันตกจึงเรียก เชอร์รี่ ว่าเป็น แอสไพรินธรรมชาติถ้าเวลาใดที่สาวๆ รู้สึกเครียดหรือเกิดอาการซึมเศร้าก็ลองเปลี่ยนจากการกินยารักษา มาใช้วิธีธรรมชาติบำบัดด้วยการกินเชอร์รี่นะคะ
ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับสุขภาพ เชอร์รี่ ผลไม้เพิ่มความสุข จาก นิตยสาร womanplus
วิธีลด ถุงใต้ตา อย่างง่ายๆ
วิธีลด ถุงใต้ตา อย่างง่ายๆ
แม้ปัญหาถุงใต้ตาจะมีทางแก้ไขทางที่ดีเราควรป้องกันไว้แต่เนิ่นๆโดยเริ่มจากการปฏิบัติตัวเองเสียใหม่ เช่น
ด้วยการอย่านั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ให้พักสายตาทุก 15 นาที ด้วยการมองออกไปไกลๆ จะทำให้ดวงตา ไม่เกิดอาการล้า พร้อมปรับแสงหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้แสงพอเหมาะ อย่าขยี้ตา หากรู้สึกอ่อนล้าให้นวดคลึงเบาๆ และควรบริหารดวงตาเพื่อคลายความตึงเครียด ด้วยการกลอกตาไปรอบๆ เป็นวงกลม สัก 5-6 รอบ ใช้นิ้วนางทั้ง 2 นิ้วแตะที่หัวตาแต่ละข้าง คลึงเบาๆ แบบกดจุดนาน 1-2 วินาที
2. หั่นมันฝรั่งเป็น ชิ้นเล็กๆ
นำไปพอกบริเวณรอบดวงตา ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น เนื่องจากมันฝรั่งมีคาร์โบไฮเดรตที่พบได้ในข้าว ข้าวโพด หรือมันฝรั่ง ซึ่งจะช่วยลดการอักเสบของผิวบริเวณรอบดวงตาได้
3. ใช้ถุงชาใช้แล้ว
ชุบน้ำพอเปียก มาวางไว้ที่ตาก่อนนอนก็หายเช่นกัน
4. น้ำสะอาดก็ช่วยได้นะ
เพราะดวงตาต้องอาศัยน้ำเป็นส่วนประกอบ และช่วยในการทำงาน หากมีน้ำหล่อเลี้ยงไม่เพียงพออาการแสบแดง ก็จะตามมา ดังนั้นการดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว จะช่วยบำรุงดวงตา และสร้างความชุ่มชื้นให้แก่ผิวได้เป็นอย่างดี
5. เลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวรอบดวงตาที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน
เพราะคาเฟอีนเป็นสาร ที่มีคุณสมบัติในการบำรุงผิว ช่วยในการกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดบริเวณรอบดวงตาได้เป็นอย่างดี ทั้งยังช่วยผ่อนคลายความเหนื่อยล้าได้อย่างเห็นผล ยิ่งถ้าได้ผสานคุณค่าจาก โปร-วิตามินบี 5 ด้วยแล้ว จะช่วยให้ผิวรอบดวงตา คงความชุ่มชื้น สวยสดใสได้อย่างยาวนาน
ขอบคุณข้อมูลขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับสุขภาพ วิธีลด ถุงใต้ตา อย่างง่ายๆ จาก Nirunda Clinic
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)













