แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แม่และเด็ก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แม่และเด็ก แสดงบทความทั้งหมด
วันเสาร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2557
แม่ท้อง ทำไม เหนื่อย ขนาดนี้
อายุครรภ์ 14-27 สัปดาห์ : ทำไมถึงเหนื่อยขนาดนี้นะ
“ทำไมถึงเหนื่อยขนาดนี้นะ” คงมีว่าที่คุณ แม่ท้อง หลายคนบ่นกันไม่น้อย ยังไม่ทันหายเหนื่อยจากอาการแพ้ท้องดี ก็ต้องมารับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย แล้วไหนจะตอนใกล้คลอดอีก อย่าเพิ่งคิดมากไปค่ะ เพราะเรามีเคล็ดลับแก้ เหนื่อย มาแนะนำว่าที่คุณแม่กัน
อาหารการกิน การดูแลตัวเองด้วยอาหารที่ดีมีโภชนาการ จะช่วยให้คุณแม่ท้องต่อสู้กับความเหนื่อยล้าได้ค่ะ แต่ละมื้อควรประกอบด้วยผักและผลไม้ ธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสีหรือขัดสีน้อย โปรตีนที่ปราศจากไขมัน นมไขมันต่ำ ซึ่งสารอาหารเหล่านี้จำเป็นต่อลูกน้อยในครรภ์
น้ำเปล่า ดื่มน้ำเปล่ามากๆ ให้เพียงพ่อต่อร่างกาย เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำ ช่วยคลายอาการอ่อนล้าและอาการปวดหัวได้
รักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้เหมาะสม เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ซึ่งจะทำให้รู้สึกอ่อนเพลีย คุณแม่ลองแบ่งมื้ออาหารออกเป็นมื้อเล็กๆ กินให้บ่อย แต่อย่างดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง โดยเฉพาะมื้อเช้า ลองพกอาหารว่างอย่างกล้วย หรือแคร็กเกอร์ไว้ใกล้ๆ เมื่อเหนื่อยก็หยิบมากินเพื่อเพิ่มพลังงานได้ทันทีค่ะ
รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็ก เพื่อป้องกันการเกิดภาวะโลหิตจาง รับประทานผักผลไม้ที่มีธาตุเหล็ก เช่น แบล็กเคอร์แรนท์ แอปริคอตอบแห้ง บรอกโคลี เป็นต้น
ปรับการทำงาน อย่านั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานเป็นเวลานาน ลองหาเวลาพักออกไปสูดอากาศภายนอกบ้าง และหากเป็นไปได้ ลองปรับเวลาการทำงานให้ยืดหยุ่นขึ้น เช่น สามารถเลิกงานเร็วกว่าปกติ เป็นต้น
ออกกำลังกาย ทำให้สุขภาพแม่และลูกแข็งแรง เพิ่มออกซิเจนให้แก่ร่างกาย เลือกออกกำลังกายที่เบาๆ อย่างโยคะคนท้อง พีลาทีส รำไทเก็ก หรือการเดินเล่นก็ช่วยได้มากทีเดียวค่ะ
ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก จาก นิตยสาร Real Parenting ภาพจาก Instagram อ้อม พิยดา
เจ็บท้องคลอด และวิธีลดอาการเจ็บ
ในช่วงใกล้คลอด มดลูกจะขยายตัวและเคลื่อนต่ำลง เมื่อคลำดูบริเวณหน้าท้องจะรู้สึกว่ามีก้อนแข็งๆ อาการแบบนี้เรียกว่า “ท้องแข็ง” หรือ“เจ็บท้องเตือน” ซึ่งการแข็งตัวของมดลูกนี้จะมีความถี่ที่ไม่สม่ำเสมอ อาจจะนานประมาณ 20-25 วินาที ในแต่ละครั้ง ซึ่งอาการท้องแข็งจะเกิดขึ้นได้ในช่วง 2-3 เดือนสุดท้ายก่อนคลอด
อาการเจ็บท้องเตือนเป็นกระบวนการเตรียมความพร้อมก่อนคลอดของร่างกายคุณ แม่ ซึ่งจะช่วยให้ปากมดลูกมีความอ่อนนุ่ม เพิ่มการไหลเวียนของเส้นเลือดไปยังรก ช่วยให้ลูกน้อยได้รับสารอาหารอย่างเพียงพอ
อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณแม่มีอาการเจ็บท้องเตือนเป็นระยะๆ และมีอาการท้องแข็งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เจ็บแบบสม่ำเสมอและเจ็บนานขึ้นเรื่อยๆ ควรไปพบแพทย์ทันทีเพราะอาจจะเป็นการเจ็บท้องจริงแล้วก็ได้
วิธีลดอาการ เจ็บท้องคลอด
อาการ เจ็บท้องคลอด เป็นอาการที่ว่าที่คุณแม่ทุกคนต้องเผชิญในช่วงใกล้คลอด แต่ไม่ต้องกังวล เพราะในปัจจุบันมีวิธีการที่จะช่วยลดอาการเจ็บได้ ดังนี้
การลดความเจ็บปวดด้วยวิธีธรรมชาติ เช่น ลดความตึงเครียดโดยฝึกหัดผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ฝึกหายใจ ลูบหน้าท้อง และอย่าวิตกกังวลจนเกินไป พูดคุยหากำลังใจจากคนรอบข้าง โดยเฉพาะคุณพ่อควรดูแลคุณแม่อย่างใกล้ชิด ซึ่งวิธีนี้จะช่วยลดปริมาณการใช้ยาแก้ปวดและช่วยลดความเจ็บปวดจากการคลอด
การลูบหน้าท้อง การลูบหน้าท้องที่เป็นจังหวะจะช่วยเบนความสนใจของคุณแม่ออกจากจุดที่เจ็บปวด มาที่ตำแหน่งที่ทำให้คุณแม่สบายขึ้น วิธีการก็คือ ทำมือทั้งสองให้มีลักษณะเป็นอุ้งมือ จากนั้นใช้อุ้งมือวางเหนือหัวหน่าว เริ่มลูบเบาๆ จากจุดนี้ไปถึงยอดมดลูก แล้วลูบลงมาถึงตำแหน่งเริ่มต้นใหม่ ทำไปเรื่อยๆ ควบคู่ไปกับการหายใจแบบลึกๆ ช้าๆ คือ หายใจล้างปอด 1 ครั้งแล้วต่อด้วยการหายใจแบบลึกๆ ช้าๆ
การใช้ยาระงับความเจ็บปวด (Systemic Analgesia) หรือการใช้ยานอนหลับ วิธีนี้สามารถระงับอาการปวดได้ดี ช่วยลดความเครียด คุณแม่สามารถนอนหลับพักผ่อนได้ในระยะแรกของการคลอด ถ้าคุณแม่รู้สึกเจ็บมาก แพทย์จะให้ยาระงับความเจ็บปวด
การใช้ยาชาเฉพาะที่สกัดกั้นประสาท (Regional Analgesia) ยาจะออกฤทธิ์โดยยับยั้งการส่งผ่านกระแสประสาทนำความรู้สึกจากบริเวณมดลูกและ กระดูกเชิงกรานไปสู่ไขสันหลัง ทำให้การส่งผ่านความรู้สึกของเส้นประสาทช้าลงหรือหยุดลงชั่วคราว คุณแม่จะรู้สึกชาตั้งแต่เอวลงมา เป็นการระงับความเจ็บปวดเฉพาะที่ ซึ่งในปัจจุบันนิยมใช้ยาระงับความรู้สึกนอกเยื่อหุ้มไขสันหลังชั้นนอก (Epidural Block Analgesia) มีข้อดีคือ ช่วยให้คุณแม่ไม่เจ็บครรภ์ ถ้าทำถูกวิธีและให้ขนาดยาถูกต้อง จะไม่มีภาวะแทรกซ้อนต่อผู้คลอดและลูกน้อยในครรภ์ และไม่มีผลกระทบต่อระบบเวลาการคลอด สามารถใช้ยาชาซ้ำได้หลายครั้ง ซึ่งการใช้ยาดังกล่าวคุณแม่จะรู้สึกตัวตลอดเวลา
การใช้ยาระงับความเจ็บปวดชนิดสูดดม (Inhalation Analgesia) คือ การใช้ยาสลบประเภทสูดดมในขนาดต่ำ ปกติมักใช้เพื่อเสริมฤทธิ์ของยาฉีดแก้ปวด ปัจจุบันนิยมใช้ก๊าซไนตรัสออกไซด์ต่อออกซิเจนในขนาดความเข้มข้น 50:50 มีฤทธิ์เป็นยาสลบอย่างอ่อน ไม่กดการหายใจ ไม่มีผลกระทบต่อระบบไหลเวียนเลือด ไม่กดการทำงานของกล้ามเนื้อหัวใจ ช่วยบรรเทาความเจ็บปวดโดยที่คุณแม่ไม่หลับ จึงช่วยป้องกันการสำลักอาหารได้ด้วย
อย่างไรก็ดี แพทย์จะเป็นผู้เลือกวิธีระงับความเจ็บปวดเพื่อความปลอดภัยของคุณแม่และลูกน้อย
ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก จากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
10 อุบัติเหตุที่ แม่ ตั้งครรภ์ ต้องระวัง
นิสัยซุ่มซ่ามของคุณผู้หญิงที่
เคยซุ่มซ่ามอย่างไร ตั้งครรภ์ แล้วก็ไม่หายหรอกนะคะ
แต่อาจจะต้องเพิ่มความระวังมากขึ้นหน่อย
โดยเฉพาะพฤติกรรมที่เสี่ยงให้เกิดอันตรายมากขึ้น
เห็นทีคุณแม่ท้องทุกคนต้องระวังให้มากเหมือนกันค่ะ
1. ท้องกระแทกกับพวงมาลัยรถยนต์
คุณแม่ ตั้งครรภ์ ที่ขับรถเอง แม้ไม่เกิดอุบัติเหตุก็อาจจะมีบ้างที่รถเบรกกะทันหันและรุนแรง จนท้องที่มีขนาดใหญ่อาจจะกระแทกกับพวงมาลัยได้ ซึ่งหากกระแทกในระดับเบาๆ ก็อาจจะไม่เป็นอันตรายมากนัก แต่ถ้ากระแทกบ่อยๆ หรือรุนแรงก็ย่อมเกิดอันตรายกับทั้งตัวคุณแม่และลูกในท้องได้
2. ตกบันได ตกส้นรองเท้า(ทั้งส้นเตี้ยและส้นสูง)
คุณแม่ที่รักสวยรักงาม ยังกังวลว่าบุคลิกจะดูไม่ดี รวมถึงชินและมั่นใจว่าใส่ได้ไม่มีปัญหา จึงยังใส่รองเท้าส้นสูงเหมือนปกติ ขอบอกว่าช่วงนี้คงต้องงดไปก่อนค่ะ เพราะการใส่รองเท้าส้นสูง คุณแม่จะต้องเกร็งขาและเกร็งหน้าท้องเพื่อพยายามทรงตัวให้เดินได้ดี ซึ่งอาการเหล่านี้จะเป็นผลทำให้คุณแม่ปวดขา ปวดหลัง ซึ่งส่งผลเสียกับสุขภาพค่ะ
ที่สำคัญส้นรองเท้าที่เรียวบางและสูง คงไม่สามารถรองรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นของคุณแม่ จึงอาจจะทำให้คุณแม่เท้าพลิกหรือตกส้นรองเท้า จนเกิดบาดเจ็บขึ้นได้
3. โดนชนแรงๆ ในที่ที่พลุกพล่าน
จะห้ามไม่ให้คุณแม่เดินไปไหนมาไหนเลยคงยากเต็มทีค่ะ ยิ่งคุณแม่ working mom ก็อาจจะยิ่งยากต่อการที่จะเลี่ยงจากแหล่งชุมชน คนพลุกพล่าน ก็อาจจะทำให้มีโอกาสที่คุณแม่โดนกระแทกหรือชนขณะที่เดินสวนกับคนอื่นมากขึ้น
4. เข็มขัดนิรภัยรถยนต์รัดท้อง
หากคุณแม่คาดเข็มขัดนิรภัยไม่ถูกต้อง นอกจากจะไม่ช่วยป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นได้แล้ว ยังได้รับอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นได้ด้วยค่ะ เช่น เข็มขัดนิรภัยรัดท้อง ถูกเข็มขัดนิรภัยรัดแขน
5. นั่งมอเตอร์ไซด์หรือขับรถตกหลุมแล้วกระแทก
หากคุณแม่ต้องนั่งมอเตอร์ไซด์ หรือขับรถเอง การตกหลุมหรือการกระแทกกระทั้นเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงยาก ถึงปกติแล้วร่างกายจะมีการป้องกันตามธรรมชาติคือ การที่ลูกอยู่ในโพรงมดลูก จะมีน้ำคร่ำที่ทำหน้าที่เป็นแอร์แบ็คชั้นดี ช่วยลดแรงกระทบกระเทือนจากภายนอกลงได้บ้าง แต่หากได้รับการกระแทกอย่างรุนแรง เช่น ตกหลุมลึกและตกแรง ก็อันตรายไม่น้อยค่ะ
6. นั่งแล้วลุกขึ้นยืนเร็วเกินไป
อาการปรู๊ดปร๊าด ผุดลุกผุดนั่ง หรือทำอะไรรวดเร็วนี่ถือเป็นบุคลิกที่สั่งสมมานาน จะให้เปลี่ยนในช่วง 2-3 เดือนแรกคงต้องใช้เวลานะคะ แล้วส่วนใหญ่การลุกขึ้นยืนเร็วๆ มักจะเกิดกับคุณแม่ท้องอ่อนๆ
7. ลื่น (ในห้องน้ำ บันได)
ด้วยน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น บวกกับการเคลื่อนไหวที่ไม่คล่องตัวเหมือนตอนที่ยังไม่ตั้งครรภ์ คุณแม่อาจจะเผลอเดินเร็ว ก้าวเท้าไปอย่างไม่ระมัดระวังและไม่มองพื้นบ้าง เช่น การก้าวขึ้น ลงบันได ด้วยขนาดท้องที่ใหญ่ ก็อาจจะบดบังทัศนียภาพการเดินของคุณแม่ ทำให้มองไม่เห็นขนาดของขั้นบันไดว่ากว้าง ยาว เท่าไหร่ ทำให้การกะระยะผิดพลาดได้ค่ะ
หรือพื้นห้องน้ำที่เคยเข้ามาตั้งหลายปี อาจจะมาลื่นใน ช่วง ตั้งครรภ์ ได้ เพราะจังหวะที่ลื่นไถลไปนั้น ถ้าเป็นช่วงที่ไม่ตั้งครรภ์ก็คงสามารถเกี่ยว เหนี่ยว ยึด เกาะ ดึง สิ่งรอบข้างพยุงตัวไม่ให้ล้มลงไปได้ แต่ถ้ากำลังตั้งครรภ์ยิ่งท้องใหญ่ความคล่องตัวก็จะลดลงด้วยนะคะ
8. สะดุด (ทางเท้า โต๊ะ เก้าอี้ สิ่งของ กางเกง กระโปรง)
คงเคยเห็นว่าเก้าอี้ หรือของก็วางอยู่ที่เดิม แต่เท้าเจ้ากรรมก็พานไปเตะเข้าจนได้ อุบัติเหตุที่มักจะพบในกลุ่มนี้บ่อยๆ คือ ชนโต๊ะ ชนเก้าอี้ เตะกล่องที่วางบนพื้น ขาเตะขอบประตู หรือหากใส่กางเกง กระโปรงยาวคุณแม่อาจจะสะดุดกางเกงหรือกระโปรงได้ค่ะ
9. ท้องชนโต๊ะ ชนประตู เพราะกะระยะผิด
จากเดิมที่หน้าท้องเคยแบนราบ แต่เมื่อ ตั้งครรภ์ ด้วยท้องที่โตขึ้นในแต่ละเดือน ด้วยความที่ยังไม่เคยชิน โดยเฉพาะคุณแม่มือใหม่ก็อาจจะทำให้การกะระยะสิ่งของกับขนาดของท้องที่ยื่น ออกไปผิดพลาด จึงอาจจะเห็นคุณแม่ท้องเดินชนของประจำเพราะความไม่เคยชินนี่ล่ะค่ะ
10. เผลอยกของหนัก เกินกำลัง หรือเผลอก้มทั้งๆ ที่ท้องใหญ่
มักจะเกิดกับคุณแม่จอมพลังที่เคยชินกับพฤติกรรมการยกของ (หนัก) เอง ช่วง 9 เดือนเห็นทีต้องถอดชุดมนุษย์จอมพลังออกก่อน กล่องใหญ่ เก้าอี้ตัวยักษ์ หรืองานที่ต้องออกแรง เรียกให้คุณพ่อหรือเพื่อนร่วมงานผู้ชายมาช่วยก่อนค่ะ ส่วนการเผลอก้มใส่รองเท้า หรือทำอะไรปรูดปราดรวดเร็วเกินตัว ส่วนใหญ่เกิดจากความเคยชินเดิมๆ ทำไปโดยอัตโนมัติ หรือคุณแม่บางคนอาจจะลืมไปว่ากำลังตั้งครรภ์ก็มีค่ะ
หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบพบคุณหมอด่วนจี๋เลยค่ะ
1. เจ็บท้องตลอดเวลาหลังเกิดอุบัติเหตุ อาจจะเกิดรกลอกตัว มดลูกแตก หรือถ้าเดี๋ยวเจ็บเดี๋ยวหายอาจจะเป็นการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดได้
2. มีเลือดออกทางช่องคลอด เลือดออกกะปริดกะปรอย อาจจะเกิดจากการที่รกลอกตัว
3. จากที่ลูกเคยดิ้น กลับไม่ดิ้น
ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับ แม่และเด็ก จาก momypedia.com
1. ท้องกระแทกกับพวงมาลัยรถยนต์
คุณแม่ ตั้งครรภ์ ที่ขับรถเอง แม้ไม่เกิดอุบัติเหตุก็อาจจะมีบ้างที่รถเบรกกะทันหันและรุนแรง จนท้องที่มีขนาดใหญ่อาจจะกระแทกกับพวงมาลัยได้ ซึ่งหากกระแทกในระดับเบาๆ ก็อาจจะไม่เป็นอันตรายมากนัก แต่ถ้ากระแทกบ่อยๆ หรือรุนแรงก็ย่อมเกิดอันตรายกับทั้งตัวคุณแม่และลูกในท้องได้
2. ตกบันได ตกส้นรองเท้า(ทั้งส้นเตี้ยและส้นสูง)
คุณแม่ที่รักสวยรักงาม ยังกังวลว่าบุคลิกจะดูไม่ดี รวมถึงชินและมั่นใจว่าใส่ได้ไม่มีปัญหา จึงยังใส่รองเท้าส้นสูงเหมือนปกติ ขอบอกว่าช่วงนี้คงต้องงดไปก่อนค่ะ เพราะการใส่รองเท้าส้นสูง คุณแม่จะต้องเกร็งขาและเกร็งหน้าท้องเพื่อพยายามทรงตัวให้เดินได้ดี ซึ่งอาการเหล่านี้จะเป็นผลทำให้คุณแม่ปวดขา ปวดหลัง ซึ่งส่งผลเสียกับสุขภาพค่ะ
ที่สำคัญส้นรองเท้าที่เรียวบางและสูง คงไม่สามารถรองรับน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นของคุณแม่ จึงอาจจะทำให้คุณแม่เท้าพลิกหรือตกส้นรองเท้า จนเกิดบาดเจ็บขึ้นได้
3. โดนชนแรงๆ ในที่ที่พลุกพล่าน
จะห้ามไม่ให้คุณแม่เดินไปไหนมาไหนเลยคงยากเต็มทีค่ะ ยิ่งคุณแม่ working mom ก็อาจจะยิ่งยากต่อการที่จะเลี่ยงจากแหล่งชุมชน คนพลุกพล่าน ก็อาจจะทำให้มีโอกาสที่คุณแม่โดนกระแทกหรือชนขณะที่เดินสวนกับคนอื่นมากขึ้น
4. เข็มขัดนิรภัยรถยนต์รัดท้อง
หากคุณแม่คาดเข็มขัดนิรภัยไม่ถูกต้อง นอกจากจะไม่ช่วยป้องกันอันตรายที่เกิดขึ้นได้แล้ว ยังได้รับอาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นได้ด้วยค่ะ เช่น เข็มขัดนิรภัยรัดท้อง ถูกเข็มขัดนิรภัยรัดแขน
5. นั่งมอเตอร์ไซด์หรือขับรถตกหลุมแล้วกระแทก
หากคุณแม่ต้องนั่งมอเตอร์ไซด์ หรือขับรถเอง การตกหลุมหรือการกระแทกกระทั้นเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงยาก ถึงปกติแล้วร่างกายจะมีการป้องกันตามธรรมชาติคือ การที่ลูกอยู่ในโพรงมดลูก จะมีน้ำคร่ำที่ทำหน้าที่เป็นแอร์แบ็คชั้นดี ช่วยลดแรงกระทบกระเทือนจากภายนอกลงได้บ้าง แต่หากได้รับการกระแทกอย่างรุนแรง เช่น ตกหลุมลึกและตกแรง ก็อันตรายไม่น้อยค่ะ
6. นั่งแล้วลุกขึ้นยืนเร็วเกินไป
อาการปรู๊ดปร๊าด ผุดลุกผุดนั่ง หรือทำอะไรรวดเร็วนี่ถือเป็นบุคลิกที่สั่งสมมานาน จะให้เปลี่ยนในช่วง 2-3 เดือนแรกคงต้องใช้เวลานะคะ แล้วส่วนใหญ่การลุกขึ้นยืนเร็วๆ มักจะเกิดกับคุณแม่ท้องอ่อนๆ
7. ลื่น (ในห้องน้ำ บันได)
ด้วยน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น บวกกับการเคลื่อนไหวที่ไม่คล่องตัวเหมือนตอนที่ยังไม่ตั้งครรภ์ คุณแม่อาจจะเผลอเดินเร็ว ก้าวเท้าไปอย่างไม่ระมัดระวังและไม่มองพื้นบ้าง เช่น การก้าวขึ้น ลงบันได ด้วยขนาดท้องที่ใหญ่ ก็อาจจะบดบังทัศนียภาพการเดินของคุณแม่ ทำให้มองไม่เห็นขนาดของขั้นบันไดว่ากว้าง ยาว เท่าไหร่ ทำให้การกะระยะผิดพลาดได้ค่ะ
หรือพื้นห้องน้ำที่เคยเข้ามาตั้งหลายปี อาจจะมาลื่นใน ช่วง ตั้งครรภ์ ได้ เพราะจังหวะที่ลื่นไถลไปนั้น ถ้าเป็นช่วงที่ไม่ตั้งครรภ์ก็คงสามารถเกี่ยว เหนี่ยว ยึด เกาะ ดึง สิ่งรอบข้างพยุงตัวไม่ให้ล้มลงไปได้ แต่ถ้ากำลังตั้งครรภ์ยิ่งท้องใหญ่ความคล่องตัวก็จะลดลงด้วยนะคะ
8. สะดุด (ทางเท้า โต๊ะ เก้าอี้ สิ่งของ กางเกง กระโปรง)
คงเคยเห็นว่าเก้าอี้ หรือของก็วางอยู่ที่เดิม แต่เท้าเจ้ากรรมก็พานไปเตะเข้าจนได้ อุบัติเหตุที่มักจะพบในกลุ่มนี้บ่อยๆ คือ ชนโต๊ะ ชนเก้าอี้ เตะกล่องที่วางบนพื้น ขาเตะขอบประตู หรือหากใส่กางเกง กระโปรงยาวคุณแม่อาจจะสะดุดกางเกงหรือกระโปรงได้ค่ะ
9. ท้องชนโต๊ะ ชนประตู เพราะกะระยะผิด
จากเดิมที่หน้าท้องเคยแบนราบ แต่เมื่อ ตั้งครรภ์ ด้วยท้องที่โตขึ้นในแต่ละเดือน ด้วยความที่ยังไม่เคยชิน โดยเฉพาะคุณแม่มือใหม่ก็อาจจะทำให้การกะระยะสิ่งของกับขนาดของท้องที่ยื่น ออกไปผิดพลาด จึงอาจจะเห็นคุณแม่ท้องเดินชนของประจำเพราะความไม่เคยชินนี่ล่ะค่ะ
10. เผลอยกของหนัก เกินกำลัง หรือเผลอก้มทั้งๆ ที่ท้องใหญ่
มักจะเกิดกับคุณแม่จอมพลังที่เคยชินกับพฤติกรรมการยกของ (หนัก) เอง ช่วง 9 เดือนเห็นทีต้องถอดชุดมนุษย์จอมพลังออกก่อน กล่องใหญ่ เก้าอี้ตัวยักษ์ หรืองานที่ต้องออกแรง เรียกให้คุณพ่อหรือเพื่อนร่วมงานผู้ชายมาช่วยก่อนค่ะ ส่วนการเผลอก้มใส่รองเท้า หรือทำอะไรปรูดปราดรวดเร็วเกินตัว ส่วนใหญ่เกิดจากความเคยชินเดิมๆ ทำไปโดยอัตโนมัติ หรือคุณแม่บางคนอาจจะลืมไปว่ากำลังตั้งครรภ์ก็มีค่ะ
หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบพบคุณหมอด่วนจี๋เลยค่ะ
1. เจ็บท้องตลอดเวลาหลังเกิดอุบัติเหตุ อาจจะเกิดรกลอกตัว มดลูกแตก หรือถ้าเดี๋ยวเจ็บเดี๋ยวหายอาจจะเป็นการเจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนดได้
2. มีเลือดออกทางช่องคลอด เลือดออกกะปริดกะปรอย อาจจะเกิดจากการที่รกลอกตัว
3. จากที่ลูกเคยดิ้น กลับไม่ดิ้น
ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับ แม่และเด็ก จาก momypedia.com
เสริมเกราะเหล็ก ป้องกัน เด็กจมน้ำ เสียชีวิต
เรื่องราวของอุบัติเหตุ ‘เด็กจมน้ำเสียชีวิต’
โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอมนั้น
ไม่ใช่เรื่องใหม่ที่เพิ่งจะเคยเกิดขึ้นอย่างแน่นอน
หากแต่ยังคงเป็นปัญหาที่พ่อแม่ ผู้ปกครองหลายคนเป็นกังวลใจอยู่ไม่น้อย
ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เผยถึงสถิติการจมน้ำในรอบ 11 ปี (ตั้งแต่ปี 2546-2556) พบว่า เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จมน้ำเสียชีวิตแล้วถึง 15,495 คน เฉลี่ยปีละ 1,291 คน หรือวันละเกือบ 4 คน โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอม ระหว่างมีนาคม-พฤษภาคม มีเด็กเสียชีวิตจากตกน้ำ จมน้ำสูงถึง 442 คน
สอดคล้องกับข้อมูลจากศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการ บาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีที่พบว่า เด็กส่วนใหญ่ที่จมน้ำเสียชีวิตนั้น มักจะเป็นเด็กวัยเรียนอายุ 5- 9 ปี และเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง โดยเกิดจากการไปเล่นใกล้ๆ แหล่งน้ำ หรือลงเล่นน้ำในแหล่งน้ำของชุมชนไม่ไกลจากบ้าน แต่ห่างไกลสายตาพ่อแม่
“รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์” ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บใน เด็ก บอกว่า ในระยะการทำงานของศูนย์วิจัยฯ ตลอด 10 ปีมานี้พบว่า สถิติการจมน้ำเสียชีวิตในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ลดลง 41 เปอร์เซ็นต์ จากจำนวนเสียชีวิต 600 คน/ปี เหลือเพียง 300 คน/ปี
“โดยทางศูนย์วิจัยฯ ได้ให้ความรู้กับพ่อแม่ ผู้ปกครองเด็ก เริ่มตั้งแต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมรอบๆ บ้าน เช่น ปิดฝาตุ่ม ฝาถังน้ำ ปิดห้องน้ำ ปิดถังน้ำทิ้ง และจุดเสี่ยงอื่นๆ ภายในบริเวณบ้าน เพราะโดยส่วนใหญ่เด็กวัยนี้มักเกิดอุบัติเหตุการจมน้ำภายในบริเวณบ้าน ซึ่งหากพ่อแม่ ผู้ปกครองเฝ้าดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด ไม่เผอเรอ ไม่ประมาท ก็จะสามารถป้องกันอุบัติเหตุได้ง่ายๆ ด้วยตนเอง รวมทั้งยังช่วยกระจายความรู้ที่สามารถปฏิบัติได้จริงไปยังกลุ่มผู้ปกครอง ด้วยกันได้”
ในขณะที่ สถิติการจมน้ำเสียชีวิตในเด็กอายุ 5 – 9 ปี นั้น ส่วนหนึ่งคือการแนะนำให้พ่อแม่ ผู้ปกครองดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิดแต่ก็ยังเป็นเรื่องยาก เพราะเป็นเด็กโตและชอบออกไปเล่นนอกบ้าน ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ที่พ่อแม่ ผู้ปกครองจะต้องร่วมมือกับชุมชนหรือ
โรงเรียนเพื่อฝึกเด็กให้มี “ทักษะความปลอดภัยทางน้ำ 5 ประการ” ดังนี้
1. รู้สึกเสี่ยง สอนให้เด็กรู้ว่าแหล่งน้ำไหนเสี่ยง ไม่ควรไปวิ่งเล่นใกล้ๆ โดยอาจจะพาเด็กเดินสำรวจสิ่งแวดล้อมในชุมชน และพาเขาไปดูว่าจุดไหนที่อันตราย และจุดไหนที่ปลอดภัย เพราะเด็กวัยนี้จะเข้าใจ ในเหตุและผลได้แล้ว
2. ลอยตัว 3 นาที เนื่องจากสาเหตุของการจมน้ำส่วนใหญ่ เกิดจากการที่เด็กมักจะเล่นกันใกล้ฝั่งและพลาดตกลงไปในน้ำ หรือการเล่นที่คึกคะนอง แข่งขันกระโดดลงน้ำแต่กลับไม่มีความสามารถที่จะลอยตัวขึ้นมาเพื่อจะเข้าฝั่ง ให้ได้ เพราะฉะนั้นถ้าลอยตัวได้ 3 นาที เด็กที่พลัดตกในจุดที่ไม่ไกลจากฝั่งก็จะสามารถช่วยตัวเองได้ ท่าลอยตัวที่ง่ายและใช้เพื่อตะกายเข้าฝั่ง เช่น ท่าปลาดาว ท่าแม่ชีลอยน้ำ ว่ายท่าลูกหมา เป็นต้น
3. ว่ายได้ 15 เมตร นอกจากการลอยตัวให้ได้ 3 นาทีแล้ว เด็กยังต้องสามารถว่ายได้ไกลถึง 15 เมตร เพื่อเป็นทักษะในการว่ายเข้าฝั่งหากพลัดตกลงไปในน้ำ ตามมาตรการ 3 น 15 ม (3 นาที 15 เมตร) นั่นเอง
4. รู้อันตราย เด็ก ต้องรู้ว่า การกระโดดลงไปช่วยเพื่อนที่กำลังจมน้ำนั้นเป็นเรื่องที่อันตรายมาก แม้จะถูกฝึกมาอย่างดี ดังนั้นจึงมีหลัก 3 ข้อ คือ “ตะโกน โยน ยื่น” ตะโกนให้ผู้ใหญ่มาช่วย, โยน สิ่งของที่อยู่รอบตัว เช่น ขวดน้ำ ถังน้ำ แกลลอน กะละมัง รองเท้าแตะ เพื่อให้เพื่อนเกาะและสามารถใช้ลอยตัวได้, ยื่น สิ่งยาวๆ ให้เพื่อนจับแล้วดึงเข้ามาใกล้ฝั่ง (ฝั่งที่เขายืนก็ต้องมั่นคงด้วย)
5. การใช้ชูชีพ เพื่อ การเดินทางทางน้ำ ไม่ว่าจะเรือพาย เรือแจว จะว่ายน้ำเป็นไม่เป็น ก็มีความเสี่ยงที่จะจมน้ำได้ทั้งนั้นหากเกิดอุบัติเหตุ ดังนั้นจึงต้องเคยฝึกที่จะใส่ – ถอดชูชีพให้ถูกวิธี และอย่างน้อยต้องหัดลอยตัวเมื่อใส่ชูชีพให้ได้ เพราะถ้าลอยตัวไม่เป็น หน้าคว่ำลงก็อาจจะเอาชีวิตไม่รอดได้เหมือนกัน
รศ.นพ.อดิศักดิ์เพิ่มเติมอีกว่า ในอีกมิติหนึ่งของการป้องกันอุบัติเหตุในเด็ก คือ การสร้างชุมชนที่ปลอดภัย เช่น เตรียมพื้นที่เล่นให้เด็ก มีพี่เลี้ยงชุมชนคอยดูแลในจุดที่เด็กไปรวมตัวกัน นอกจากนี้ยังต้องตัดความยั่วยวนในบริเวณแหล่งน้ำ โดยการสร้างรั้วกั้น ติดป้ายเตือน พาเด็กเดินดู และตรวจสอบว่าตรงไหนอันตราย พร้อมแนะนำพื้นที่ที่ปลอดภัย
ทักษะเบื้องต้นที่จะต้องถูกสอนให้กับเด็กๆ เพื่อสร้างเกาะป้องกัน โดยใช้ความรู้และการตะหนักรู้ และสิ่งเหล่านี้จะติดตัวเขาไปตลอดชีวิต ทั้งยังสามารถถ่ายทอดให้คนอื่นเพื่อป้องกันความสูญเสียที่ไม่มีใครต้องการ ให้เกิดขึ้นได้อีกด้วย
ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับ แม่และเด็ก จาก ภาวิณี เทพคำราม Team Content www.thaihealth.or.th
ข้อมูลล่าสุดจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เผยถึงสถิติการจมน้ำในรอบ 11 ปี (ตั้งแต่ปี 2546-2556) พบว่า เด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี จมน้ำเสียชีวิตแล้วถึง 15,495 คน เฉลี่ยปีละ 1,291 คน หรือวันละเกือบ 4 คน โดยเฉพาะในช่วงปิดเทอม ระหว่างมีนาคม-พฤษภาคม มีเด็กเสียชีวิตจากตกน้ำ จมน้ำสูงถึง 442 คน
สอดคล้องกับข้อมูลจากศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการ บาดเจ็บในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดีที่พบว่า เด็กส่วนใหญ่ที่จมน้ำเสียชีวิตนั้น มักจะเป็นเด็กวัยเรียนอายุ 5- 9 ปี และเป็นผู้ชายมากกว่าผู้หญิง โดยเกิดจากการไปเล่นใกล้ๆ แหล่งน้ำ หรือลงเล่นน้ำในแหล่งน้ำของชุมชนไม่ไกลจากบ้าน แต่ห่างไกลสายตาพ่อแม่
“รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์” ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บใน เด็ก บอกว่า ในระยะการทำงานของศูนย์วิจัยฯ ตลอด 10 ปีมานี้พบว่า สถิติการจมน้ำเสียชีวิตในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ลดลง 41 เปอร์เซ็นต์ จากจำนวนเสียชีวิต 600 คน/ปี เหลือเพียง 300 คน/ปี
“โดยทางศูนย์วิจัยฯ ได้ให้ความรู้กับพ่อแม่ ผู้ปกครองเด็ก เริ่มตั้งแต่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมรอบๆ บ้าน เช่น ปิดฝาตุ่ม ฝาถังน้ำ ปิดห้องน้ำ ปิดถังน้ำทิ้ง และจุดเสี่ยงอื่นๆ ภายในบริเวณบ้าน เพราะโดยส่วนใหญ่เด็กวัยนี้มักเกิดอุบัติเหตุการจมน้ำภายในบริเวณบ้าน ซึ่งหากพ่อแม่ ผู้ปกครองเฝ้าดูแลเด็กอย่างใกล้ชิด ไม่เผอเรอ ไม่ประมาท ก็จะสามารถป้องกันอุบัติเหตุได้ง่ายๆ ด้วยตนเอง รวมทั้งยังช่วยกระจายความรู้ที่สามารถปฏิบัติได้จริงไปยังกลุ่มผู้ปกครอง ด้วยกันได้”
ในขณะที่ สถิติการจมน้ำเสียชีวิตในเด็กอายุ 5 – 9 ปี นั้น ส่วนหนึ่งคือการแนะนำให้พ่อแม่ ผู้ปกครองดูแลบุตรหลานอย่างใกล้ชิดแต่ก็ยังเป็นเรื่องยาก เพราะเป็นเด็กโตและชอบออกไปเล่นนอกบ้าน ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ที่พ่อแม่ ผู้ปกครองจะต้องร่วมมือกับชุมชนหรือ
โรงเรียนเพื่อฝึกเด็กให้มี “ทักษะความปลอดภัยทางน้ำ 5 ประการ” ดังนี้
1. รู้สึกเสี่ยง สอนให้เด็กรู้ว่าแหล่งน้ำไหนเสี่ยง ไม่ควรไปวิ่งเล่นใกล้ๆ โดยอาจจะพาเด็กเดินสำรวจสิ่งแวดล้อมในชุมชน และพาเขาไปดูว่าจุดไหนที่อันตราย และจุดไหนที่ปลอดภัย เพราะเด็กวัยนี้จะเข้าใจ ในเหตุและผลได้แล้ว
2. ลอยตัว 3 นาที เนื่องจากสาเหตุของการจมน้ำส่วนใหญ่ เกิดจากการที่เด็กมักจะเล่นกันใกล้ฝั่งและพลาดตกลงไปในน้ำ หรือการเล่นที่คึกคะนอง แข่งขันกระโดดลงน้ำแต่กลับไม่มีความสามารถที่จะลอยตัวขึ้นมาเพื่อจะเข้าฝั่ง ให้ได้ เพราะฉะนั้นถ้าลอยตัวได้ 3 นาที เด็กที่พลัดตกในจุดที่ไม่ไกลจากฝั่งก็จะสามารถช่วยตัวเองได้ ท่าลอยตัวที่ง่ายและใช้เพื่อตะกายเข้าฝั่ง เช่น ท่าปลาดาว ท่าแม่ชีลอยน้ำ ว่ายท่าลูกหมา เป็นต้น
3. ว่ายได้ 15 เมตร นอกจากการลอยตัวให้ได้ 3 นาทีแล้ว เด็กยังต้องสามารถว่ายได้ไกลถึง 15 เมตร เพื่อเป็นทักษะในการว่ายเข้าฝั่งหากพลัดตกลงไปในน้ำ ตามมาตรการ 3 น 15 ม (3 นาที 15 เมตร) นั่นเอง
4. รู้อันตราย เด็ก ต้องรู้ว่า การกระโดดลงไปช่วยเพื่อนที่กำลังจมน้ำนั้นเป็นเรื่องที่อันตรายมาก แม้จะถูกฝึกมาอย่างดี ดังนั้นจึงมีหลัก 3 ข้อ คือ “ตะโกน โยน ยื่น” ตะโกนให้ผู้ใหญ่มาช่วย, โยน สิ่งของที่อยู่รอบตัว เช่น ขวดน้ำ ถังน้ำ แกลลอน กะละมัง รองเท้าแตะ เพื่อให้เพื่อนเกาะและสามารถใช้ลอยตัวได้, ยื่น สิ่งยาวๆ ให้เพื่อนจับแล้วดึงเข้ามาใกล้ฝั่ง (ฝั่งที่เขายืนก็ต้องมั่นคงด้วย)
5. การใช้ชูชีพ เพื่อ การเดินทางทางน้ำ ไม่ว่าจะเรือพาย เรือแจว จะว่ายน้ำเป็นไม่เป็น ก็มีความเสี่ยงที่จะจมน้ำได้ทั้งนั้นหากเกิดอุบัติเหตุ ดังนั้นจึงต้องเคยฝึกที่จะใส่ – ถอดชูชีพให้ถูกวิธี และอย่างน้อยต้องหัดลอยตัวเมื่อใส่ชูชีพให้ได้ เพราะถ้าลอยตัวไม่เป็น หน้าคว่ำลงก็อาจจะเอาชีวิตไม่รอดได้เหมือนกัน
รศ.นพ.อดิศักดิ์เพิ่มเติมอีกว่า ในอีกมิติหนึ่งของการป้องกันอุบัติเหตุในเด็ก คือ การสร้างชุมชนที่ปลอดภัย เช่น เตรียมพื้นที่เล่นให้เด็ก มีพี่เลี้ยงชุมชนคอยดูแลในจุดที่เด็กไปรวมตัวกัน นอกจากนี้ยังต้องตัดความยั่วยวนในบริเวณแหล่งน้ำ โดยการสร้างรั้วกั้น ติดป้ายเตือน พาเด็กเดินดู และตรวจสอบว่าตรงไหนอันตราย พร้อมแนะนำพื้นที่ที่ปลอดภัย
ทักษะเบื้องต้นที่จะต้องถูกสอนให้กับเด็กๆ เพื่อสร้างเกาะป้องกัน โดยใช้ความรู้และการตะหนักรู้ และสิ่งเหล่านี้จะติดตัวเขาไปตลอดชีวิต ทั้งยังสามารถถ่ายทอดให้คนอื่นเพื่อป้องกันความสูญเสียที่ไม่มีใครต้องการ ให้เกิดขึ้นได้อีกด้วย
ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับ แม่และเด็ก จาก ภาวิณี เทพคำราม Team Content www.thaihealth.or.th
วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
สบายทุกอิริยาบถตลอดการตั้งครรภ์ 1-9 เดือน
ลืมไปได้เลยสำหรับการปวดเมื่อยเนื้อตัวช่วง ตั้งท้อง มีเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะช่วยให้แม่ท้องเข้าสู่ท่วงท่าที่แสนสบายในทุกอิริยาบถ เพื่อให้ตลอดการ ตั้งครรภ์ นี้ผ่านไปได้แบบสบายๆ เลยล่ะค่ะ
สบายทุกอิริยาบถตลอดตั้งครรภ์2 เทคนิคที่แม่ท้องต้องท่องให้ขึ้นใจและลงมือปฏิบัติด้วย นั่นก็คือ
1.หลังตรง ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบถไหนก็ขอให้ “หลังตรง” ไว้ก่อน เพราะจะช่วยลดอาการปวดหลังได้ ถ้าคุณแม่ “หลังค่อม” จะทำให้กล้ามเนื้อตึงรั้งมากขึ้น เพราะจะต้องแบกน้ำหนักของท้องที่ใหญ่ขึ้นทำให้ปวดหลังค่ะ
2. เปลี่ยนท่าบ่อยๆ จะช่วยให้เลือดไหลเวียนได้สะดวก เพราะการที่แม่ท้องอยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป มดลูกที่ขยายใหญ่ขึ้นจะไปกดทับการไหลเวียนของเส้นเลือด ทำให้เกิดตะคริวหรือปวดเมื่อยได้ง่าย
แม่ท้องกับท่วงท่าต่างๆ ระหว่างตั้งครรภ์
1. เดินสบาย
คือการเดินแบบรักษาสมดุล วางเท้าให้ตรงไปข้างหน้า อย่าให้เท้าปัดออกหรือปัดเข้า หากเท้าปัดเข้าจะทำให้ดูเหมือนเป็ดเดิน หรือถ้าเดินเท้าปัดออกก็จะดูไม่สวย ทำให้ข้อต่อโยกและข้อสะโพกจะรับน้ำหนักมากเกินไป แต่ถ้าเราเดินตรง จะเกิดความสมดุล และข้อจะไม่บิดตัว
2. นั่งสบาย
คือนั่งหลังตรง อาจจะหาตัวช่วยอย่างหมอนนุ่มมารองหลัง หรือรองตามช่วงข้อต่อ ก็จะทำให้แม่ท้องรู้สึกสบายขึ้น หรือจะนั่งบนเก้าอี้ที่มีพนักนุ่มๆ สักหน่อย ในลักษณะกึ่งนั่งกึ่งนอนก็ได้ แล้วหาเก้าอี้มาพาดช่วงขา จะช่วยให้แม่ท้องนั่งได้สบายขึ้นเยอะ
3. นอนสบาย
นอนให้สบายต้องหลังตรง อาจจะหาหมอนใบเล็กๆ ผ้าห่ม หรือผ้านุ่มๆ รองข้างหน้าข้างหลังที่ทำให้แม่ท้องรู้สึกสบาย จะให้ดีควรนอนตะแคงซ้ายหรือขวา และไม่ควรนอนอยู่ท่าเดียวทั้งคืน ควรพลิกตัวเปลี่ยนท่าบ้าง แม่ท้องที่ถนัดนอนหงาย ต้องหาหมอนใบเล็กหรือผ้าห่มมารองตรงเข่า เพื่อไม่ให้ตึงหลังเกินไป และจะช่วยลดการปวดหลังได้ จริงๆ แล้วไม่แนะนำให้นอนหงาย เนื่องจากเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงส่วนปลาย เช่น มือ เท้า สมอง จะอยู่ช่วงกลางลำตัว ถ้านอนหงายน้ำหนักของมดลูกก็จะไปกดทับ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี เตียงนอนของแม่ท้องควรแข็งสักหน่อย ที่นอนนุ่มๆ ดูเหมือนน่าจะสบายกว่า แต่จริงๆ แล้วจะทำให้กระดูกไขสันหลังไม่ได้รับการรองรับ ที่นอนที่แข็งนิดหน่อยจะรองรับให้กระดูกสันหลังอยู่ในท่าที่เหมาะสม ไม่ปวดหลัง หมอนหนุนนอนก็ไม่ควรจะสูงเกินไป เพราะหน้าจะเงยขึ้น ทำให้เกิดผิดท่าได้
4. ยกของสบาย
จริงๆ แล้วแม่ท้องไม่ควรยกของหนัก โดยเฉพาะของที่มีน้ำหนักมากกว่า 10 กิโลกรัม เพราะจะทำกล้ามเนื้อยืดได้ง่าย และยังทำให้เกิดอาการเคล็ดได้ง่ายขึ้นด้วย แต่ถ้าจำเป็นต้องยกจริงๆ ท่ายกที่จะช่วยให้แม่ท้องรู้สึกสบายก็คือ การย่อตัวลงไปแล้วยกของขึ้นมา ไม่ควรก้มแล้วยกแบบสมัยที่ยังไม่ท้อง เพราะจะทำให้ผิดท่าและปวดเมื่อยได้ง่าย และไม่ควรเอื้อมหรือปีนขึ้นไปหยิบของจากที่สูง เพราะเสี่ยงต่อการพลาดตกลงมาได้ง่ายเช่นกัน
ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก สบายทุกอิริยาบถตลอดการตั้งครรภ์ 1-9 เดือน จาก นิตยสารรักลูก
เคล็ดลับคลอดง่ายด้วยวิธีธรรมชาติ
สำหรับคุณแม่ที่อยาก คลอดง่าย ด้วยวิธีธรรมชาติมีคำแนะนำเรื่องการเตรียมใจและเตรียมกายง่าย ๆ ดังนี้ค่ะ
2. เตรียมกาย ควรออกกำลังกายง่าย ๆ เบา ๆ อย่างสม่ำเสมอขณะตั้งครรภ์ สร้างความยืดหยุ่นแข็งแรงของร่างกายโดยเฉพาะกล้ามเนื้อและข้อต่อที่เกี่ยว ข้องกับการคลอด ได้แก่ กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน กระดูกสะโพก หลังและขา มีการออกกำลังกายง่าย ๆ หลายแบบแต่ควรระมัดระวังอย่างให้หนักเกินไป ควรเป็นกิจกรรมประเภทยืดกล้ามเนื้อ เช่น โยคะ หรือถ้าไม่ชอบออกกำลังกาย ให้เดินเยอะ ๆ ก็ได้ค่ะ จะช่วยทำให้คลอดเองได้ง่ายขึ้น
ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก เคล็ดลับคลอดง่ายด้วยวิธีธรรมชาติ! จาก th.theasianparent.com
เลือกซื้อเสื้อให้นมให้ถูกใจ
ของใช้สำคัญอีกอย่างของคุณแม่ที่ตั้งใจจะให้นมลูกเองก็คือ เสื้อให้นม ซึ่งทำให้คุณแม่มั่นใจไร้กังวลเวลาให้นมนอกบ้าน ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน เวลาใด การเลือกซื้อเสื้อหรือชุดให้นมมีเคล็ดลับง่าย ๆ ดังนี้
1. เลือกสไตล์การเปิดให้นมในแบบที่คุณแม่ถนัด ปัจจุบันมีเสื้อให้นมที่มีวิธีการเปิดให้นมหลากหลายสไตล์ ได้แก่
- แบบซิปตั้ง/ แบบกระดุมแนวตั้ง เป็นซิปแนวตั้งที่เจาะช่องในระดับอกพอดี ใช้งานง่าย
- แบบซิปสองทาง (แนวขวาง) เป็นซิปแนวขวางที่รูดลื่นได้ยาวตลอดทั้งแนว ทำให้สามารถรูดได้ตามความกว้างที่ต้องการ ทำให้สะดวกในการให้นม
- แบบแหวกหน้า/แหวกข้าง ส่วนใหญ่เสื้อลักษณะนี้จะมีเนื้อผ้าบางเบาใส่สบาย และดูแทบไม่ออกว่าเป็นเสื้อให้นม เพราะซ่อนช่องให้นมไว้ด้านหน้าหรือด้านข้าง
- แบบเปิดหน้า เป็นเสื้อสองชิ้นที่ชิ้นหน้าสั้น ชิ้นหลังคอกว้าง เปิดให้นมได้รวดเร็ว มองแทบไม่ออกเช่นกันว่าเป็นเสื้อให้นม
2. สไตล์โดนใจ เดี๋ยวนี้มีเสื้อให้นมแบบแฟชั่นมาก มายหลากหลายให้เลือก ทั้งแนววัยรุ่น เสื้อยืด แนวผู้ใหญ่ผ้าชีฟอง เดรสออกงานได้ ชุดทำงาน ชุดเที่ยว เป็นต้น คุณแม่ก็ต้องลองเลือกให้ถูกใจ เหมาะกับกาลเทศะและการใช้งานด้วย
3. ไซส์ที่ชอบ ช่วงหลังคลอดหากให้นมลูกเองน้ำหนักคุณแม่จะลงเร็วมาก ถ้าก่อนท้องคุณแม่ผอมบางและชอบใส่เสื้อตัวเล็ก แนะนำว่าอย่าซื้อเสื้อให้นมไซส์ใหญ่หรือฟรีไซส์เพราะเมื่อน้ำหนักลง คุณแม่ใส่แล้วจะหลวมมาก สำหรับคุณแม่ร่างอวบซื้อไซส์ใหญ่หรือฟรีไซส์ได้ไม่มีปัญหาค่ะ
4. ราคาที่ใช่ แน่นอนว่าราคาจะแพงหรือถูกนั้นย่อมขึ้นอยู่กับยี่ห้อ เนื้อผ้า แบบ การตัดเย็บ ถ้าเสื้อให้นมราคาเบา ๆ อยู่ที่ตัวละประมาณ 200-400 บาท คุณภาพการตัดเย็บ และเนื้อผ้าอาจสู้เสื้อให้นมที่ราคาสูงกว่าไม่ได้ แต่หากคุณแม่ซื้อเป็นแบบเสื้อตัวใหญ่ที่ทั้งคลุมท้องและให้นมไปด้วยในตัวได้ ก็ถือว่าน่าจะคุ้มค่าขึ้น
สุดท้ายแนะนำว่าคุณแม่ว่า หัวใจสำคัญในการเลือกซื้อเสื้อให้นมคือ ควรเลือก เสื้อให้นม ที่ใส่สบาย ให้นมถนัด และนอกจากนี้อาจเลือกที่มีสีสันสดใส และอาจมีลวดลายด้วย เพื่อกระตุ้นพัฒนาการด้านการมองเห็นของลูกน้อยค่ะ
ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก เลือกซื้อเสื้อให้นมให้ถูกใจ! จาก theasianparent.com
คุณแม่ตั้งครรภ์กินเจ ดีไหม ?
สารอาหารในการบำรุงคุณแม่ตั้งครรภ์
กรดโฟลิค (Folic acid) หรือ โฟเลต (Folate) ทำหน้าที่เพื่อสร้างอวัยวะต่างๆและจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความพิการในทารก
โดยทานอาหารประเภท ผักใบเขียว ผักกาดแก้ว ข้าวซ้อมมือ แป้งถั่วเหลือง จมูกข้าวสาลี แคนตาลูป มะละกอสุก กล้วย และ ส้ม
ธาตุเหล็ก เพื่อป้องกันโลหิตจาง เนื่องจากเหล็กเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเม็ดเลือดแดงที่เป็นตัวนำอาหารและออกซิเจนมาให้ทารกในครรภ์
โดยทานอาหารประเภท ผักใบเขียว ข้าวกล้อง ธัญพืช สาหร่าย ผักโขม ผักบุ้ง ตำลึง ดอกแค ใบชะพลู ถั่วเหลือง
แคลเซี่ยม ช่วยในการสร้างกระดูกและฟันของทารกมีอยู่ใน ผักใบเขียว ธัญพืชต่าง ๆ เช่น ถั่วเหลือง ถั่วแดง เต้าหู้ งาดำ
โปรตีน คุณแม่ต้องนำโปรตีนไปใช้ในการสร้างเนื้อเยื่อ เพื่อสร้างความเจริญเติบโตแก่ทารกในครรภ์ มีอยู่ใน ถั่ว, งา, ลูกบัว, ขนมปังธัญพืช,เส้นก๋วยเตี๋ยว ที่ทำจากถั่วเหลือง แต่ควรเน้นโปรตีนที่ทำจากถั่วเหลืองเนื่องจาก เป็นแหล่งโปรตีนที่สมบูรณ์
วิตามินบี 6 มี ส่วนในการสร้างโปรตีนและเนื้อเยื่อของทารกในครรภ์ จึงดึงวิตามินบี 6 จากคุณแม่เพื่อสร้างอวัยวะต่างๆ มีความจะเป็นต่อการสร้างแอนติบอดี้และเม็ดเลือดแดง และช่วยป้องกันการแพ้ท้องของคุณแม่ได้อีกด้วยมีอยู่ใน แครอท กะหล่ำปลี ข้าวกล้องทั้งเมล็ด ถั่วต่าง ๆ ถั่วเหลือง ข้าวโพด ข้าวสาลี
วิตามินบี 12 ทำหน้าที่สร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงปกติ กล้ามเนื้อและซ่อมแซมเซลล์ มีผลต่อการดูดซึมและการใช้โฟเลทในร่างกาย ระยะเวลาในการขาดวิตามินบี 12 อาจใช้เวลานานกว่าจะขาดวิตามิน ดังนั้นการงดรับประทานเนื้อสัตว์ เป็นเวลานานๆ อาจส่งผลให้ขาดวิตามินบี 12 มีอยู่ใน นมถั่วเหลือง เต้าเจี๊ยว ซีอิ๊ว วิตามินชนิดนี้มีมากในเนื้อสัตว์และมีในนมและไข่
วิตามินซี ช่วย ป้องกันโรคและบำรุงรักษาหลอดเลือดให้แข็งแรง และบรรเทาหวัด ลดภูมิแพ้ มีอยู่ใน ผลไม้ เช่น ส้ม ฝรั่ง มะละกอสุก แคนตาลูป สตรอว์เบอรี่ สับปะรด มะเขือเทศ มะนาว รวมถึง ดอกกะหล่ำ กะหล่ำปลี พริกหวาน
ทองแดง ทำ หน้าที่แปรธาตุเหล็ก ให้เป็นฮีโมโกลบิล เพื่อป้องกันโรคเลือดจาง มีอยู่ใน ถั่วลิสง เห็ด งา เมล็ดทานตะวัน มะม่วง องุ่นแดง ลูกพรุน องุ่นดำ มันแกว กล้วย
สังกะสี จำเป็น ต่อเอ็นไซม์หลายๆชนิดในการสังเคราะห์โปรตีน และเป็นเกลือแร่ที่สำคัญในการสืบพันธุ์ มีอยู่ใน จมูกข้าว,แป้งงา,เมล็ดฟักทอง,ผงโกโก้และชอคโกแล็ต,ถั่วลิสง
อย่างไรก็ตามการรับประทานเจ ควรรับประทานในช่วงสั้นๆ เพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร หรือควรทานมังสวิรัต เนื่องจากสามารถทานอาหารได้หลากหลายชนิดมากกว่า ในกรณีที่คุณแม่ทานอาหารไม่ เพียงพอ น้ำหนักไม่ขึ้นตามมาตราฐาน หรือน้ำหนักตัวทารกน้อยเกินไปจากการตรวจอัลตราซาวนด์ อาจต้องงดทานเจ
ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก คุณแม่ตั้งครรภ์กินเจ ดีไหม ? จาก Plearnkid.com
5 ภัยเงียบ ยุค 3G ที่ คุณแม่ตั้งท้อง ต้องระวัง
1. คอมพิวเตอร์
ใช้อย่างไรจึงปลอดภัย? ในวันหนึ่ง ๆ เวิร์กกิ้งมัมหลายท่านคงต้องใช้เวลาในการนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์โดย เฉลี่ย 6-8 ชั่วโมง มีผลการวิจัยจากต่างประเทศทั้งที่กล่าวว่า คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าและรังสีที่แผ่ออกมาจากคอมพิวเตอร์จะมีผลต่อลูกในท้อง ทำให้เป็นมะเร็ง หรือการอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ทุกวันจะทำให้โอกาสตั้งครรภ์ลดน้อยลง แต่ก็มีการวิจัยอีกหลายชิ้นที่กล่าวว่าการใช้คอมพิวเตอร์ไม่มีความเกี่ยว ข้องกับการตั้งครรภ์และไม่ได้ก่อให้เกิดผลเสียต่อลูกโดยตรง แม้จะยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่าการใช้คอมพิวเตอร์จะมีผลเสียต่อลูกในท้อง โดยตรงหรือไม่ แต่หากใช้เป็นเวลานาน ย่อมทำให้คุณแม่ มีอาการไม่สบายเนื้อตัว อ่อนล้าหรือมีความเครียดเกิดขึ้นได้ ซึ่งอาการเหล่านี้ย่อมกระทบต่อลูกแน่นอนค่ะ
ตำแหน่งของคอมพิวเตอร์ : เมื่อต้องจ้องหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานมักทำให้สายตาล้า ตาแห้ง ระคายเคืองหรือมีอาการสายตาสั้นชั่วคราว จึงควรนั่งให้สายตาอยู่ห่างจากจอไม่ต่ำกว่า 30 เซนติเมตร เพื่อลดปริมาณรังสีที่แผ่ออกมาให้ได้รับน้อยที่สุด รวมถึงการติดแผ่นกรองแสงก็จะช่วยลดไฟฟ้าสถิตและป้องกันแสงสะท้อนเข้าสู่ตา ได้ ภายในห้องควรมีแสงสว่างพอเหมาะ ไม่มืดหรือสว่างจนเกินไป และควรพักสายตาจากหน้าจอประมาณ 5-10 นาที หลังจากใช้งานทุก 1 ชั่วโมง
ท่าที่ถูกต้อง : การนั่งใน ท่าที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน อาจทำให้ปวดเมื่อยบริเวณไหล่ คอและหลัง เพราะร่างกายต้องรับน้ำหนักเกินความจำเป็นและทำให้ระบบไหลเวียนเลือดไม่ สะดวก จนเกิดอาการบวมบริเวณมือหรือเท้าได้ ท่านั่งที่ถูกต้องคือนั่งลึกให้เต็มเก้าอี้และหลังพิงพนัก ใช้หมอนหนุนหลังและเก้าอี้ตัวเล็กรองที่เท้า ลุกขึ้นยืนยืดแขนขา เปลี่ยนอิริยาบถในขณะทำงานบ้าง ก็จะช่วยลดอาการตึงของกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายได้
อุปกรณ์ต้องสะอาด : หมั่นทำความสะอาดอุปกรณ์และรอบ ๆ บริเวณคอมพิวเตอร์เสมอ เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค
สุขภาพที่ต้องใส่ใจ : การเพ่งจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ จะทำให้เกิดความเครียดเพราะสมองต้องทำงานหนัก ทางที่ดีควรหยุดพักบ้างหรือทำงานอย่างอื่นไปด้วย เพื่อลดระยะเวลาทำงานกับคอมพิวเตอร์ให้น้อยลง นอกจากนี้ต้องเอาใจใส่สุขภาพโดยการกินอาหารให้เป็นเวลา ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ ออกกำลังกายเป็นประจำและพักผ่อนให้เพียงพอด้วย
นอกเหนือจากคอมพิวเตอร์แล้ว คุณแม่ก็ไม่ควรนั่งหน้าจอโทรทัศน์เป็นเวลานานเช่นกัน เพราะนอกจากผลกระทบดังที่กล่าวมาแล้ว การนั่งดูโทรทัศน์เป็นเวลานานจะทำให้ปวดเมื่อยร่างกายและอ้วนง่าย เพราะเพลิดเพลินไปกับการดูและการกินขนมจุบจิบในเวลาเดียวกันด้วยค่ะ
2. มือถือ
ใครว่าไม่อันตราย คุณแม่ควรหลีกเลี่ยงการใช้มือถือเป็นเวลานานในช่วงตั้งครรภ์เนื่องจากในขณะ ที่ใช้งานโทรศัพท์มือถือจะมีรังสีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (รังสีไมโครเวฟ) ออกมา โดยคลื่นความร้อนนี้สามารถทำลายเซลล์ประสาทและเซลล์ตัวอ่อนที่อยู่ในครรภ์ ส่งผลให้ทารกเป็น โรคต้อกระจก ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ สมาธิสั้น พัฒนาการล่าช้า และยังเป็นสาเหตุของโรคเนื้องอกในสมองของคุณแม่อีกด้วย
หากมีความจำเป็นที่ต้องคุยโทรศัพท์มือถือบ่อย ๆ ควรจำกัดระยะเวลาการใช้งานไม่ให้นานจนเกินไป ให้รีบวางโทรศัพท์ทันทีเมื่อรู้สึกปวดหัว แสบร้อนที่หูหรือผิวหนังบริเวณที่ถือโทรศัพท์ ควรใช้สมอลทอร์คแทนการใช้โทรศัพท์แนบหูจะปลอดภัยกว่า เพราะคลื่นจะพุ่งเข้าสู่โทรศัพท์ไม่ได้เข้าสู่ผู้ใช้โดยตรง
สำหรับคุณแม่ที่มีลูกแล้วก็ไม่ควรให้เด็กใช้โทรศัพท์มือถือก่อนอายุ 9 ขวบ เนื่องจากระบบประสาทของเด็กยังพัฒนาไม่เต็มที่ คลื่นความร้อนอาจเข้าไปทำลายสมองและส่งผลต่อพฤติกรรมของเด็ก ทั้งทางด้านการปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง นิสัยใจคอและการพูดจาด้วย
3. เครื่องถ่ายเอกสาร
ปลอดภัยไว้ก่อน เครื่องถ่ายเอกสารเป็นอุปกรณ์สำนักงานอีกหนึ่งอย่างที่ไม่ควรมองข้ามความ ปลอดภัยในการใช้งาน เพราะการใช้งานเครื่องถ่ายเอกสารบ่อย ๆ หรือแม้แต่การนั่งทำงานใกล้เครื่องถ่ายเอกสารนั้น จะทำให้ร่างกายได้รับอันตรายจากรังสีและสารเคมีที่แผ่ออกมาจากเครื่องโดยที่ ไม่รู้ตัว ถ้าไม่ระมัดระวังอาจทำให้เกิดการสะสมในร่างกายและเป็นสาเหตุให้แท้งได้
รังสียูวี : ในการถ่าย เอกสารทุกครั้งควรปิดแผ่นบังแสง เพื่อป้องกันการได้รับรังสียูวีจากแสงที่แผ่ออกมาจากหลอดไฟเป็นเวลานานหรือ ในปริมาณมาก ซึ่งจะทำให้ระคายเคือง เกิดการอักเสบของกระจกตาหรือเกิดผื่นคันตามผิวหนัง
ผงหมึก: ในหมึกของเครื่อง ถ่ายเอกสารระบบแห้งจะมีส่วนผสมของผงคาร์บอนและเรซิน ส่วนผงหมึกของเครื่องถ่ายเอกสารระบบเปียกจะละลายในสารละลายอินทรีย์พวก ปิโตรเลียม หากหายใจผงหมึกเข้าไปในปริมาณมากจะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อระบบหายใจ ไอ จาม และทำให้เกิดความผิดปกติต่อทารกด้วย
ก๊าซโอโซน : เกิดจากการอัด ตัวและปล่อยประจุไฟฟ้าที่ลูกกลิ้ง กระดาษ และเมื่อมีการปล่อยแสงยูวีในขณะที่ถ่ายเอกสาร ทำให้ระคายตา จมูก หายใจสั้น วิงเวียนมีอาการล้า โดยเฉพาะคุณแม่ที่มีอาการของโรคทางเดินหายใจ อย่างหอบหืดอยู่แล้ว ควรหลีกเลี่ยงก๊าซโอโซนเป็นอย่างมาก
เพื่อความปลอดภัย ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องถ่ายเอกสารบ่อย ๆ ไม่นั่งทำงานใกล้กับเครื่องถ่ายเอกสาร ใส่ผ้าปิดจมูกเพื่อป้องกันฝุ่นจากผงหมึก และอย่าลืมล้างมือให้สะอาดหลังการใช้งานทุกครั้งเพื่อไม่ให้มีผงหมึกหรือสาร เคมีติดที่มือ หากเผลอไปหยิบจับอาหารหรือขนมแล้วกินเข้าไป จะทำให้เกิดการสะสมของสารเคมีและเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ค่ะ
4. ไมโครเวฟ
อุ่นอาหารอย่างไร ให้อุ่นใจ การอุ่นหรือปรุงอาหารด้วยไมโครเวฟถึงแม้จะสะดวกและรวดเร็วก็ตามแต่หากกิน อาหารที่อุ่นด้วยไมโครเวฟ บ่อยๆ อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงจากการได้รับรังสีไมโครเวฟที่ออกมาในขณะที่อุ่น อาหารสะสมในร่างกาย เป็นสาเหตุให้เกิดความผิดปกติของเซลล์ประสาทและเซลล์ตัวอ่อนที่อยู่ในครรภ์ คุณแม่จึงต้องใช้ไมโครเวฟอย่างระมัดระวังและการกินอาหารที่ปรุงสุกใหม่ย่อม มีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่าอาหารที่อุ่นจากไมโครเวฟ
ภาชนะ : เลือกภาชนะใส่อาหารที่จะนำเข้าไมโครเวฟให้เหมาะสม เช่น ชามแก้วทนไฟ ชามกระเบื้อง ภาชนะไม้ ห้ามใช้ภาชนะโลหะ ภาชนะกระเบื้องที่มีขอบสีเงินหรือทอง ภาชนะพลาสติกที่ไม่ทนความร้อน รวมถึง ไม่ควรใช้ไมโครเวฟอุ่นนมในขวดนมด้วย
อาหาร : เลือกปรับอุณหภูมิปานกลางในการอุ่นอาหาร หรืออ่านบนฉลากอาหารก่อนทุกครั้ง ไม่ควรใช้อุณหภูมิที่สูงจนเกินไป เพราะจะทำให้มีการซึมของสารฟอร์มาลดีไฮด์ออกมาในปริมาณที่เป็นอันตรายต่อ ร่างกายได้ และควรใช้ฝาชีหรือพลาสติกทนความร้อนครอบอาหาร (โดยไม่ต้องปิดฝาแน่น) จะช่วยกรองรังสีไมโครเวฟได้ในระดับหนึ่ง
ข้อควรระวัง :
- ไม่ควรให้ดวงตาแนบกับฝาตู้ หรือจ้องมองภายในเครื่อง (โดยเฉพาะเด็กเล็ก ซึ่งคุณแม่ต้องระวังไม่ให้จ้องมองระหว่างการอุ่นอาหาร) ปิดฝาตู้ให้สนิท เพื่อไม่ให้มีคลื่นไมโครเวฟรั่วออกมาระหว่างใช้งาน
- ไม่ควรนำอาหารที่มีผิวมันหรือมีเปลือกแข็งทำให้สุกโดยไมโครเวฟ เพราะความร้อนจะทำให้อากาศภายในอาหารขยายตัวและไอน้ำที่เกิดขึ้นจะมีแรงดัน สูง จนเกิดการระเบิดได้ ควรใช้ส้อมจิ้มที่ผิวหรือเปลือกอาหารให้เป็นรูก่อน เพื่อป้องกันการปะทุที่เกิดจากความร้อนภายใน
5. เครื่องเล่น MP3
ดังไป นานไป ไม่ดีนะ การฟังเพลงในช่วงที่ตั้งครรภ์เป็นสิ่งที่ดีเพราะจะช่วยให้คุณแม่รู้สึกผ่อน คลาย โดยเฉพาะการฟังจากเครื่องเล่น MP3 เพราะพกพาได้สะดวก ฟังที่ไหนก็ได้ แต่ควรฟังในระดับเสียงและระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อการ ได้ยินของคุณแม่เอง และไม่กระทบต่อไปยังเส้นประสาทด้านการได้ยินเสียงของทารกด้วย
ระดับเสียงที่ฟัง : ไม่ควรเปิดเสียงในระดับที่ดังจนเกินไป ซึ่งระดับเสียงที่ทำให้เกิดอันตราย คือ ระดับเสียงที่ดังมากกว่า 85 เดซิเบล หากใช้หูฟังแบบเสียบหูก็ไม่ควรตั้งระดับความดังของเสียงเกิน 60 เปอร์เซ็นต์ของระดับเสียงทั้งหมด และไม่ควรดังเกิน 70 เปอร์เซ็นต์ เมื่อใช้หูฟังแบบครอบศีรษะ นอกจากนี้ ควรรักษาระดับเสียงที่เปิดให้คงที่ ไม่ควรเพิ่มระดับให้ดังขึ้นเรื่อย ๆ ตามสภาพแวดล้อม เพราะจะเป็นสาเหตุให้การได้ยินเสียงบกพร่องมากขึ้น อีกทั้งเสียงที่ดังมาก ๆ ยังเป็นอันตรายต่อเซลล์รับคลื่นเสียงทำให้เกิดความบกพร่องด้านการได้ยินของ ทารกอย่างถาวรได้
ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก 5 ภัยเงียบ ยุค 3G ที่ คุณแม่ตั้งท้อง ต้องระวัง จาก Mother&Care, healthcorners.com
อยากรู้ไหม?… ผู้ชายรู้สึกอย่างไรเวลาคุณบอกว่า ท้อง !!!
เวลาที่คุณรู้ว่าคุณตั้ง ท้อง ก็มีหลากหลายอารมณ์ถาถมเข้ามาในใจคุณ แล้วความรู้สึกของผู้ชายเวลาที่โดนผู้หญิงบอกว่า ท้อง กับเขา เขาจะรู้สึกและมีปฏิกิริยาอย่างไร เรามาดูกัน
บางคนอาจจะรู้สึกไปในทิศทางที่ตรงข้ามกับคุณ บางคนอาจรู้สึกงงไปสักพักตอนคุณบอกข่าวนี้ การตั้งภรรภ์เป็นเรื่องที่มีผลต่อความรู้สึกของคู่รักเป็นอย่างมาก แม้ว่าคู่นั้นพร้อมจะมีลูกแล้วก็ตาม เรามาดูกันดีกว่าว่าโดยทั่วไปแล้วผู้ชายเขารู้สึกอย่างไรกันเมื่อคุณบอกว่า ท้อง
ปฏิกิริยาเมื่อรู้ว่าภรรยาท้อง #1: ช๊อกแล้วเงียบไป
ปฏิกิริยานี้เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติโดยเฉพาะกับคู่รักที่ไม่ได้วางแผนจะ มีลูก ผู้ชายส่วนมากต้องใช้เวลาสักหน่อยเพื่อประมวลข้อมูล ดังนั้นไม่ต้องเสียใจไปนะจ๊ะสาว ๆ สำหรับว่าที่คุณพ่อมือใหม่เขาคงกำลังจินตนาการว่าชีวิตเขาจะเป็นอย่างไรเวลา มีลูก ๆ ห้อมล้อมเขา แต่ก็จินตนาการยากพอสมควรเพราะเขายังไม่เคยมีประสบการณ์นี่นา เลยทำให้มีปัจจัยหลายอย่างที่เขาไม่รู้เลยว่าชีวิตจะเป็นอย่างไรต่อไป แน่นอนว่าเขาดีใจแต่นั่นก็หมายความว่าเขาต้องเพิ่มภาระความรับผิดชอบอีก กว่าที่เขาจะแสดงความรู้สึกต่อข่าวดีนี้ออกมา เขาต้องรวบรวมข้อมูลตลอดจนคิดถึงการทำหน้าที่เป็นพ่อที่ดีของลูกด้วย
ปฏิกิริยาเมื่อรู้ว่าแฟนท้อง #2: ไม่เชื่อหูตัวเอง
ฝ่ายชายไม่เชื่อหูตัวเองเป็นเรื่องปกติของคู่ที่พยายามมีลูกกันมาสักพัก ถ้าคุณลองใช้ชุดตรวจครรภ์แล้วบอกสามีว่าน่าจะมีโอกาสท้องนะครั้งนี้ คุณต้องเตรียมใจกับปฏิกิริยานี้ เพราะหลังจากที่พยายามกันมาสักพักสามีอาจจะถอดใจไม่คิดว่านี่คือเรื่องง่าย ก็เลยไม่ค่อยจะเชื่อหูตัวเองสักเท่าไหร่ แต่ก็มีผู้ชายบางส่วนเลือกที่จะปฏิเสธเพราะว่ากำลังช๊อกอยู่ แต่เมื่อเห็นผลตรวจชุดตั้งครรภ์หลาย ๆ ครั้งเขาก็จะเชื่อด้วยสายตาตัวเอง
ปฏิกิริยาเมื่อรู้ว่าแฟนท้อง #3: ตื่นเต้น
ปฏิกิริยานี้คือสิ่งที่ผู้หญิงปราถนามากที่สุด เพราะมันแสดงให้เห็นว่าผู้ชายต้องการจะมีลูกจริง ๆ คุณจะเห็นสามีกระโดดโล่นเต้น หัวเราะไม่หยุด กอดและจูบคุณตลอดเวลา เพราะว่านี่คือข่าวดีที่สุดในรอบปีที่ทั้งคู่ตั้งตารอ แต่สักพักหนึ่งคุณจะเริ่มเห็นความกังวลของเขา สามีประเภทนี้จะคอยดูแลเอาใจใส่คุณอย่างดีระหว่าตั้งท้อง และค่อนข้างดูแลเรื่องอาหารว่าคุณกินอะไรได้บ้าง ไม่ได้บ้างช่วงท้อง
ปฏิกิริยาเมื่อรู้ว่าแฟนท้อง #4: ร้องไห้
ปฏิกิริยานี้อาจพบไม่บ่อยนักในกลุ่มผู้ชาย แต่ก็มีบ้างที่จะน้ำหูน้ำตาเล็ดเมื่อคุณบอกข่าวว่าคุณกำลังท้อง น้ำตาแห่งความสุขนี้รวมกับความตื้นตันใจ สามารถเกิดกับผู้ชายบางคนที่ปกติไม่ค่อยจะแสดงความรู้สึกเท่าไหร่ด้วย แม่ว่าผู้ชายร้องไห้จะเป็นเรื่องแปลกแต่ก็นับว่าเป็นเรื่องธรรมดาในกรณีนี้ ผู้หญิงบางคนชอบผู้ชายที่นิ่งเงียบมากกว่าร้องไห้
ปฏิกิริยาเมื่อรู้ว่าแฟนท้อง #5: ไม่มีปฏิกิริยาอะไรเลย
ผู้ชายบางคนก็ไม่แสดงอาการอะไรเลยหลังจากที่ได้ยินข่าวนี้ เขาก็ยินดีนะแต่ไม่แสดงออก สำหรับบางคนการมีลูกถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของความสัมพันธ์ บางคนรู้ก่อนภรรยาหรือแฟนตัวเองเสียอีก บางทีก็รู้สึกแย่เหมือนกันที่สามีไม่มีปฏิกิริยาอะไรเหมือนสามีชาวบ้านชาว ช่องเขา คิดว่าท้องก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่การที่สามีคุณแสดงออกแบบนี้อาจสื่อได้ว่าเขาเป็นผู้ใหญ่ มั่นคง ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดีของคุณพ่อ ไม่ต้องเสียใจไปหรอกค่ะถ้าสามีจะไม่ลุกขึ้นตีลังกากับข่าวนี้
ไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบปฏิกิริยาที่สามีแสดงออกหลังทราบข่าวว่าคุณตั้ง ครรภ์ อย่าด่วนตัดสินอะไรไป ให้เวลาสามีประมวลข้อมูลเสียก่อนที่คุณจะเหมาสรุปเอาเอง ที่สำคัญควรให้เขารู้ข่าวนี้เป็นคนแรกก่อนเพื่อนนสนิท เพื่อนร่วมงาน หรือญาติ เพราะมันจะไม่เซอร์ไพรส์คุณสามีนะจ๊ะ
ขอขอบคุณบทความเกี่ยวกับแม่และเด็ก อยากรู้ไหม?… ผู้ชายรู้สึกอย่างไรเวลาคุณบอกว่า ท้อง !!! จาก th.theasianparent.com
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)










